ชื่อของวง "ปี่พาทย์" บอกเราตรง ๆ ว่าเครื่องดนตรีที่เป็นหัวขบวนของวงเครื่องตีอันยิ่งใหญ่ของไทยคือ "ปี่" เครื่องเป่าเสียงทรงพลังที่แทรกทะลุเสียงระนาดฆ้องกลองทั้งวงได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่น้อยคนจะรู้ว่าปี่ไทยมีทั้งตระกูล มีระบบเสียงและเทคนิคที่ลึกล้ำ และมีเรื่องเล่าผูกพันกับวรรณคดีไทยอย่างแนบแน่นที่สุดชิ้นหนึ่ง บทความนี้จะพาผู้อ่านรู้จักปี่ไทยตั้งแต่โครงสร้างชิ้นส่วนไปจนถึงศาสตร์การเป่าที่ต้องฝึกกันเป็นสิบปี
ปี่ไทยไม่ได้มีชนิดเดียว
คำว่า "ปี่" ในดนตรีไทยหมายถึงเครื่องเป่าประเภทลิ้น (reed) ซึ่งมีหลายชนิดตามขนาดและถิ่นกำเนิด ตระกูลหลักที่ใช้ในวงปี่พาทย์ภาคกลางมีสามพี่น้อง ได้แก่
- ปี่นอก ขนาดเล็กที่สุด เสียงสูงแหลมสดใส ใช้กับวงปี่พาทย์ในงานที่ต้องการความคึกคักและการแสดงบางประเภท เช่น หนังใหญ่และละครชาตรีโบราณ
- ปี่กลาง ขนาดกลาง เสียงอยู่ระหว่างพี่น้องทั้งสอง ปัจจุบันพบการใช้งานน้อยกว่าชนิดอื่น มักปรากฏในการบรรเลงประกอบการแสดงเฉพาะทาง
- ปี่ใน ขนาดใหญ่ที่สุดของสามพี่น้อง เสียงต่ำนุ่มลึกแต่ทรงพลัง เป็นปี่ประจำวงปี่พาทย์ไม้แข็งมาตรฐาน และเป็นชนิดที่ถือว่าศักดิ์สูงสุด คำว่า "ใน" สื่อถึงการใช้ในราชสำนักหรือการแสดงชั้นใน
นอกจากสามพี่น้องนี้ยังมีญาติสำคัญอีกสองสาย คือ ปี่ชวา รูปทรงเรียวยาวปากบานแบบปี่เปอร์เซีย–ชวา เสียงแหลมเจิดจ้า ใช้ในวงบัวลอย วงปี่พาทย์นางหงส์ ประกอบกระบี่กระบองและเพลงสำเนียงแขก และ ปี่มอญ ขนาดใหญ่ยาวมีลำโพงโลหะบานปลาย เสียงต่ำครวญลึกกินใจ ประจำวงปี่พาทย์มอญที่ใช้ในงานศพ ทั้งสองชนิดนี้แม้โครงสร้างต่างออกไปแต่ใช้หลักการเป่าลิ้นเช่นเดียวกัน
กายวิภาคของปี่ใน: เรียบง่ายแต่แฝงความแยบยล
ปี่ในมีรูปร่างที่ใครเห็นก็จำได้ คือท่อนไม้กลึงป่องกลางเรียวหัวเรียวท้าย เรียกกันว่าทรง "บานหัวบานท้าย" ตัวเลาปี่ยาวราวหนึ่งคืบเศษ กลึงจากไม้เนื้อแข็งเช่นไม้ชิงชันหรือไม้พะยูง บ้างทำจากงาช้าง ภายในเจาะรูทะลุตลอดเลา ด้านบนเจาะ รูนิ้วหกรู สำหรับไล่ระดับเสียง ผิวนอกมักกลึงเป็นลูกแก้วคาดเป็นปล้องงดงาม
หัวใจของปี่อยู่ที่ ลิ้นปี่ ซึ่งทำจาก ใบตาลแก่ตากแห้งซ้อนกันสี่ชั้น ตัดเป็นรูปพัดเล็กจิ๋ว ผูกเข้ากับท่อโลหะเล็ก ๆ เรียกว่ากำพวด แล้วเสียบเข้ากับเลาปี่ ลิ้นสี่ชั้นนี้จัดเป็นลิ้นคู่ซ้อน (quadruple reed) ซึ่งหาได้ยากยิ่งในเครื่องเป่าโลก เมื่อเป่าลมผ่าน ใบตาลทั้งสี่ชั้นจะสั่นถี่ให้เสียงที่หนา แน่น และดังไกลอย่างเหลือเชื่อสำหรับเครื่องดนตรีเล็กเพียงฝ่ามือ การเหลาและมัดลิ้นปี่ถือเป็นวิชาลับประจำตัวนักปี่ทุกคน เพราะลิ้นคือตัวกำหนดว่าเสียงจะใส จะแตก จะนุ่ม หรือจะไร้ชีวิต นักปี่ระดับครูล้วนเหลาลิ้นเองและมักมีลิ้นสำรองติดตัวเสมอเหมือนนักเขียนพกปากกา
ความมหัศจรรย์อีกข้อคือปี่ในมีรูนิ้วเพียงหกรู แต่นักปี่สามารถเป่าเสียงได้มากกว่ายี่สิบเสียง ครอบคลุมกว้างเกือบสองช่วงทบเสียง ด้วยการผสม "นิ้วควง" หรือการปิดเปิดรูแบบพิเศษ ร่วมกับการบังคับลมและริมฝีปากเปลี่ยนระดับเสียงของนิ้วเดียวกันให้สูงต่ำต่างกันได้หลายเสียง ระบบนิ้วปี่จึงซับซ้อนเป็นพิเศษและต้องเรียนตัวต่อตัวกับครูเท่านั้น
ระบายลม: หายใจเข้าโดยไม่หยุดเป่า
เทคนิคที่เลื่องชื่อที่สุดของนักปี่ไทยคือ การระบายลม หรือที่สากลเรียก circular breathing คือความสามารถเป่าเสียงต่อเนื่องยาวนานหลายนาทีโดยเสียงไม่ขาดแม้แต่วินาทีเดียว หลักการคือกักลมไว้ในกระพุ้งแก้ม ขณะที่แก้มบีบลมออกไปเลี้ยงลิ้นปี่ จมูกก็สูดหายใจเข้าเติมปอดไปพร้อมกัน สลับกันเช่นนี้เป็นวงจรไม่รู้จบ ฟังดูง่ายแต่ฝึกจริงยากยิ่ง ผู้ฝึกโบราณเริ่มจากใช้หลอดเป่าน้ำในขันให้ฟองปุดต่อเนื่องไม่ขาดสาย เมื่อคล่องแล้วจึงย้ายมาฝึกกับปี่จริง การระบายลมทำให้ปี่สามารถลากเสียงยาวคลอทำนอง เอื้อนเลียนเสียงคนร้อง และบรรเลงเดี่ยวเพลงยาวได้โดยไม่ต้องหยุดหายใจเลยตลอดเพลง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพราะทำนองปี่ที่ดีต้องไหลลื่นเหมือนสายน้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น นักปี่ชั้นครูยังใช้ริมฝีปาก ลิ้น และลมเปล่งเสียงปี่ให้ "พูดได้" คือเลียนน้ำเสียงสูงต่ำของคำพูดคนจนผู้ฟังแทบแยกไม่ออก ศิลปะนี้ปรากฏชัดในการเดี่ยวปี่เพลงสำคัญที่มีการ "ว่าดอก" หรือเป่าเลียนถ้อยคำ อันเป็นมรดกความสามารถที่สืบทอดกันในหมู่นักปี่สายเลือดแท้เท่านั้น
ปี่พระอภัยมณี: เมื่อวรรณคดียกย่องพลังของเสียงปี่
ไม่มีเครื่องดนตรีไทยชนิดใดถูกวรรณคดีเชิดชูเท่าปี่ สุนทรภู่กวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์สร้างพระเอกของมหากาพย์ "พระอภัยมณี" ให้เป็นเจ้าชายผู้เลือกเรียนวิชาเป่าปี่แทนวิชากษัตริย์ และวิชานั้นก็พิสูจน์อานุภาพครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงปี่ของพระอภัยมณีทั้งกล่อมคนให้หลับ สะกดยักษ์ให้สิ้นฤทธิ์ กระทั่งเป่าจนนางผีเสื้อสมุทรขาดใจตาย บทกวีตอนพระอภัยมณีเป่าปี่นั้นไพเราะจนถูกท่องจำกันทั่วประเทศ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเพลงเดี่ยวปี่ประกอบตอนสำคัญเหล่านี้ในการแสดงต่าง ๆ สืบมา ภาพลักษณ์ "ปี่สะกดใจคน" จึงฝังแน่นในวัฒนธรรมไทย สะท้อนความเชื่อลึก ๆ ว่าเสียงปี่มีอำนาจเหนือจิตใจมนุษย์เกินกว่าเครื่องดนตรีธรรมดา
ในโลกความจริง เพลงเดี่ยวที่ถือเป็นยอดวิชาของนักปี่ได้แก่ เดี่ยวเชิดนอก เพลงเดี่ยวชั้นสูงสุดทางหนึ่งที่ต้องใช้ทั้งนิ้ว ลม และไหวพริบด้นสดตามขนบ ผู้เป่าเดี่ยวเชิดนอกได้สมบูรณ์ถือว่าขึ้นถึงยอดเขาของวิชาปี่ และมักได้รับการยอมรับนับถือทั่ววงการ
ปี่กับหน้าที่ในวงและพิธีกรรม
ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง ปี่ในทำหน้าที่ดำเนินทำนองอย่างอิสระที่สุดในวง สามารถเอื้อน โหน ล้อ ขัด แทรกทำนองพลิ้วไปมาเหนือเสียงระนาดและฆ้องวง เปรียบดังนกที่บินร่อนเหนือขบวนแห่ ขณะที่ปี่ชวารับหน้าที่ในวงเฉพาะกิจอย่างการประโคมและเพลงแขก ส่วนปี่มอญครองพื้นที่วงปี่พาทย์มอญในงานอวมงคลด้วยเสียงโหยหวนที่พาให้ทั้งงานจมดิ่งในความอาลัย ปี่จึงเป็นเครื่องดนตรีที่ผูกกับ "อารมณ์ขั้นสุด" ของวัฒนธรรมไทย ทั้งความรื่นเริงสูงสุดและความโศกลึกที่สุด
อนึ่ง ในพิธีไหว้ครูดนตรีไทย ปี่และเครื่องเป่าจัดอยู่ในสายวิชาที่ต้องได้รับการครอบจากครูผู้มีสิทธิ์เช่นเดียวกับเครื่องอื่น และตำนานครูปี่ในแต่ละสำนักล้วนเป็นเรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์ที่ลูกศิษย์สืบทอดพร้อมวิชา
ปัจจุบันและอนาคตของปี่ไทย
การเรียนปี่ทุกวันนี้ยังคงเข้มข้นไม่ต่างจากอดีต เพราะเป็นเครื่องที่ "ลัดขั้นตอนไม่ได้" ทั้งการฝึกลม ฝึกลิ้น และระบบนิ้วอันซับซ้อน สถาบันดนตรีไทยหลักทุกแห่งยังผลิตนักปี่รุ่นใหม่ต่อเนื่อง แม้จำนวนจะน้อยกว่าเครื่องตีเครื่องสายก็ตาม ขณะเดียวกันปี่ไทยก็เริ่มปรากฏในบริบทใหม่ ๆ ทั้งการร่วมวงกับดนตรีร่วมสมัย งานเพลงประกอบภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ และการทดลองไฟฟ้าขยายเสียง เสียงปี่ที่เคยสะกดยักษ์ในวรรณคดีจึงยังคงสะกดผู้ฟังยุคสตรีมมิงได้ไม่เสื่อมคลาย ใครที่ยังไม่เคยฟังเดี่ยวปี่จริงจัง ขอชวนให้ลองสักครั้ง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมสุนทรภู่จึงยกวิชาเป่าปี่ให้เป็นอาวุธวิเศษของพระเอกทั้งเรื่อง
ศัพท์น่ารู้ประจำบทความ
- เลาปี่ ตัวท่อนปี่ที่กลึงจากไม้หรืองา ลักษณนามของปี่คือ "เลา"
- ลิ้นปี่ แผ่นใบตาลซ้อนสี่ชั้นผูกกับกำพวด เป็นแหล่งกำเนิดเสียงของปี่
- กำพวด ท่อโลหะเล็กที่ยึดลิ้นปี่เข้ากับเลาปี่
- ระบายลม เทคนิคหายใจเข้าทางจมูกขณะแก้มบีบลมออกเลี้ยงเสียงต่อเนื่อง ทำให้เป่าได้ไม่ขาดสาย
- นิ้วควง ระบบการปิดเปิดรูแบบพิเศษเพื่อสร้างเสียงที่รูตรง ๆ ให้ไม่ได้ ขยายช่วงเสียงของปี่ให้กว้างกว่ายี่สิบเสียง
- ว่าดอก การเป่าปี่เลียนถ้อยคำพูดของคนจนฟังรู้ความ ศิลปะชั้นสูงของนักปี่
- เดี่ยวเชิดนอก เพลงเดี่ยวชั้นสูงสุดทางหนึ่งของเครื่องเป่า ใช้พิสูจน์ความเป็นยอดฝีมือ
คำถามที่พบบ่อยเรื่องปี่ไทย
ถาม: ปี่กับขลุ่ยต่างกันอย่างไร?
ตอบ: ต่างที่แหล่งกำเนิดเสียง ปี่ใช้ลิ้นใบตาลสั่นจึงเสียงดังทรงพลังคุมได้ยาก ขลุ่ยใช้ลมกระทบขอบรูปากนกแก้วจึงเสียงนุ่มเบากว่าและเริ่มเรียนง่ายกว่า ทั้งสองจึงประจำวงต่างชนิด ปี่คู่วงปี่พาทย์ไม้แข็งกลางแจ้ง ขลุ่ยคู่วงเครื่องสายมโหรีในร่ม
ถาม: ทำไมปี่ในเสียงดังมากทั้งที่ตัวเล็กนิดเดียว?
ตอบ: เป็นผลรวมของลิ้นสี่ชั้นที่ปั๊มพลังเสียงสูง รูปทรงภายในเลาที่บีบขยายลมอย่างมีประสิทธิภาพ และเทคนิคลมของผู้เป่า ปี่ในจึงแทรกทะลุวงระนาดฆ้องกลองทั้งวงได้สบาย ถือเป็นงานวิศวกรรมเสียงพื้นบ้านที่น่าทึ่งที่สุดชิ้นหนึ่ง
ถาม: การฝึกระบายลมอันตรายไหม ใช้เวลานานเท่าไร?
ตอบ: ไม่อันตรายหากฝึกถูกวิธีและค่อยเป็นค่อยไป ผู้ฝึกทั่วไปใช้เวลาราวหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าจะต่อลมได้เนียนโดยเสียงไม่วูบ เคล็ดโบราณคือฝึกเป่าหลอดในขันน้ำให้ฟองต่อเนื่องก่อน แล้วจึงย้ายมาเป่าปี่จริง ความอดทนสำคัญกว่าพรสวรรค์
ถาม: อยากเรียนปี่ต้องเริ่มที่ปี่ชนิดไหน?
ตอบ: สายวงปี่พาทย์เริ่มที่ปี่ในเป็นหลัก โดยครูมักให้ฝึกลมฝึกลิ้นเปล่าก่อนจับเลาจริง บางสำนักให้ปูพื้นขลุ่ยก่อนเพื่อคุ้นนิ้วคุ้นลม ทั้งนี้ปี่เป็นเครื่องที่ควรเรียนกับครูตั้งแต่ต้น เพราะการบังคับลิ้นและริมฝีปากผิด ๆ จะติดเป็นนิสัยแก้ยากมาก
ถาม: เสียงปี่มอญกับปี่ในต่างกันอย่างไร ทำไมปี่มอญจึงใช้ในงานศพ?
ตอบ: ปี่มอญตัวใหญ่กว่ามากและมีลำโพงโลหะขยายปลาย เสียงจึงต่ำลึกโหยหวนกว่าปี่ในซึ่งออกไปทางสดใสทรงพลัง วัฒนธรรมไทยรับวงปี่พาทย์มอญมาใช้ประโคมงานอวมงคลตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ เสียงครวญของปี่มอญจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอาลัยที่คนไทยจดจำฝังใจ


