ลองนึกภาพค่ำคืนหนึ่งเมื่อร้อยกว่าปีก่อน กลางลานวัดที่แน่นขนัดด้วยผู้คน วงปี่พาทย์สองวงตั้งเครื่องเผชิญหน้ากันคนละฟาก ต่างฝ่ายต่างมีนักระนาดมือหนึ่งของสำนัก มีครูผู้ควบคุมวงนั่งกำกับ และมีกองเชียร์ของตนส่งเสียงอึงคะนึง เมื่อวงแรกเปิดเพลงลูกล่อลูกชนออกมา วงที่สองต้องตอบโต้ด้วยเพลงที่เหนือชั้นกว่า สลับกันรุกรับไปจนดึกดื่น ผู้ชนะได้ชื่อเสียงเกียรติยศระบือไกล ผู้แพ้ต้องกลับไปฝึกฝนใหม่เป็นปี นี่คือ การประชันวงปี่พาทย์ วัฒนธรรมการแข่งขันทางดนตรีที่เข้มข้นที่สุดของสยาม และเป็นเบ้าหลอมที่สร้างยอดฝีมือกับเพลงชั้นเยี่ยมจำนวนมหาศาลให้แก่ดนตรีไทย
ประชันคืออะไร ต่างจากประกวดอย่างไร
การประชันคือการที่วงดนตรีตั้งแต่สองวงขึ้นไปบรรเลง "โต้ตอบ" กันสด ๆ ต่อหน้าผู้ชม ต่างจากการประกวดสมัยใหม่ที่แต่ละวงเล่นให้กรรมการฟังแยกกัน การประชันเป็นการเผชิญหน้าโดยตรง วงหนึ่งบรรเลงจบ อีกวงต้องรับช่วงทันที และสิ่งที่บรรเลงต้องแสดงว่าตน "เหนือกว่า" ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น เล่นเพลงเดียวกันแต่ทางแปลกกว่า พลิกไปเพลงที่ยากกว่า หรือส่งเพลงที่ "ถาม" ให้อีกฝ่ายต้อง "ตอบ" ให้ได้ ผู้ชมและผู้รู้รอบสนามคือกรรมการโดยธรรมชาติ เสียงฮือฮาหรือความเงียบงันหลังแต่ละเพลงคือคะแนนที่ตัดสินกันตรงนั้น
ธรรมเนียมนี้เติบโตมากับงานวัดและงานฉลองต่าง ๆ ที่เจ้าภาพนิยมหาวงปี่พาทย์มากกว่าหนึ่งวงมาบรรเลง เมื่อสองวงอยู่ในงานเดียวกัน การวัดฝีมือย่อมเกิดขึ้นเองตามประสานักดนตรี ก่อนพัฒนาเป็นการนัดหมายประชันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ กระทั่งเจ้านายและขุนนางชั้นสูงลงมาเป็นผู้อุปถัมภ์จัดประชันในวังในบ้าน กลายเป็นมหกรรมที่ทั้งเมืองตั้งตารอ
กติกาและศิลปะแห่งการรุกรับ
การประชันมีขนบที่รับรู้ร่วมกันแม้ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์ ตัวอย่างเช่น การเปิดสนามด้วยเพลงโหมโรงของแต่ละวง การผลัดกันบรรเลงเพลงรับร้องหรือเพลงเรื่องเพื่อวัดความแม่นและความพร้อมเพรียง การส่ง "เพลงลูกล่อลูกชน" ที่แฝงกลเม็ด เช่น เล่นเพลงที่มีทางเฉพาะของสำนักตน ซึ่งถ้าอีกฝ่ายไม่รู้ทางก็จะรับต่อไม่ได้หรือรับได้อย่างเก้ ๆ กัง ๆ และจุดสูงสุดของการประชันคือ การเดี่ยว ที่แต่ละวงส่งมือหนึ่งของตนออกมาบรรเลงเพลงเดี่ยวขั้นสูงประลองกันตัวต่อตัว
เพลงเดี่ยวที่ถือเป็นอาวุธหนักของสังเวียนได้แก่ เดี่ยวเชิดนอก เพลงเดี่ยวชั้นครูที่ต้องอาศัยทั้งความจำ เทคนิค และไหวพริบด้นแปรทำนองตามขนบ เดี่ยวกราวใน ที่วัดพละกำลังและความคมของไม้ระนาด รวมถึงเพลงเดี่ยวประจำเครื่องอื่น ๆ ทั้งปี่ ฆ้องวง และซอ การเดี่ยวในสนามประชันไม่ใช่แค่เล่นให้จบเพลง แต่ต้องเล่นให้ "ข่ม" อีกฝ่ายได้ นักระนาดบางคนถึงกับซุ่มคิดทางเพลงลับไว้เฉพาะสำหรับวันประชัน ไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน เพื่อปล่อยของกลางสนามให้คู่แข่งตั้งตัวไม่ทัน
อีกมิติที่ขาดไม่ได้คือจิตวิทยา วงที่เก๋าเกมจะรู้จักอ่านคู่ต่อสู้ เลือกเพลงบีบให้อีกฝ่ายเข้าทางตน รู้จังหวะผ่อนหนักเบาเรียกเสียงเชียร์ และรักษาสมาธิของวงไม่ให้แตกแม้ถูกรุกหนัก ครูผู้คุมวงจึงเปรียบเสมือนเทรนเนอร์มวยที่ต้องวางแผนทั้งก่อนและระหว่างชก การประชันจึงเป็นเกมของทั้งฝีมือ คลังเพลง และชั้นเชิงการนำทัพ
ยุคทองของการประชัน
การประชันวงรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 เมื่อเจ้านายและขุนนางผู้มั่งคั่งต่างมีวงปี่พาทย์ประจำสำนักของตน และแข่งกันเฟ้นหาครูดีนักดนตรีเก่งมาประดับบารมี วังและบ้านใหญ่หลายแห่งกลายเป็นสำนักดนตรีที่ผลิตยอดฝีมือออกมาประชันกันอย่างต่อเนื่อง การประชันครั้งสำคัญหลายครั้งถูกเล่าขานเป็นตำนานสืบมา เช่น เรื่องราวการประชันระนาดของนักดนตรีหนุ่มที่ต่อมาคือหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ซึ่งชนะใจผู้ชมทั้งวังจนได้เข้ารับราชการเป็นนักดนตรีประจำสำนักเจ้านายชั้นสูง เรื่องเล่าตระกูลนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ "โหมโรง" ที่ทำให้คนไทยรุ่นใหม่ได้เห็นภาพความดุเดือดของสังเวียนปี่พาทย์อีกครั้ง
สำนักดนตรีใหญ่ในยุคนั้นล้วนมีศักดิ์ศรีที่ต้องรักษา ไม่ว่าจะเป็นสำนักฝั่งพระนครหรือฝั่งธนบุรี การประชันระหว่างสำนักจึงไม่ใช่เรื่องของนักดนตรีสองคน แต่เป็นศึกศักดิ์ศรีของครูอาจารย์ทั้งสาย ลูกศิษย์ทุกคนในสำนักมีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน ความกดดันมหาศาลนี้เองที่บีบให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทั้งการฝึกซ้อมที่เข้มข้นระดับตำนาน (เช่น เรื่องเล่าการซ้อมระนาดจนไม้แตก มือแตก หรือซ้อมในความมืดเพื่อให้มือจำแม่นกว่าตา) และการคิดค้นทางเพลงใหม่ ๆ ไม่หยุดนิ่ง
มรดกที่การประชันมอบให้ดนตรีไทย
หากถามว่าดนตรีไทยได้อะไรจากวัฒนธรรมการแข่งขันอันดุเดือดนี้ คำตอบมีอย่างน้อยสี่ข้อ
- คลังเพลงที่พุ่งทะยาน แรงกดดันของสังเวียนผลักให้ครูเพลงแต่งเพลงใหม่ ขยายเพลงเก่า คิดทางเดี่ยวและลูกเล่นแพรวพราว เพลงเถา เพลงเดี่ยว และทางเพลงเฉพาะสำนักจำนวนมากถือกำเนิดในบริบทนี้
- มาตรฐานฝีมือที่สูงลิ่ว นักดนตรีที่ผ่านสังเวียนคือผู้ถูกทดสอบภายใต้ความกดดันจริง ระบบนี้คัดกรองและหล่อหลอมยอดฝีมือรุ่นแล้วรุ่นเล่า
- อัตลักษณ์สำนัก การต้องมี "ของดีเฉพาะตัว" ทำให้แต่ละสำนักพัฒนาทางเพลงและสไตล์ของตนชัดเจน ความหลากหลายนี้คือความมั่งคั่งของดนตรีไทยโดยรวม
- เรื่องเล่าและแรงบันดาลใจ ตำนานการประชันคือคลังเรื่องเล่าที่ทำให้ดนตรีไทยมีสีสัน มีวีรบุรุษ มีดราม่า ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถจุดไฟให้เยาวชนรุ่นใหม่หันมาสนใจดนตรีไทยได้จริง
การประชันในปัจจุบัน
แม้ยุคของการประชันข้ามคืนกลางลานวัดจะผ่านพ้นไป แต่จิตวิญญาณของมันยังอยู่ครบ การประกวดดนตรีไทยระดับชาติอย่างเวทีประลองเพลงระดับเยาวชนและอุดมศึกษาต่างสืบทอดรูปแบบการวัดฝีมือแบบเผชิญหน้า บางรายการจัด "ประชันระนาด" ให้มือระนาดรุ่นใหม่สลับกันบรรเลงตอบโต้กันสดตามขนบโบราณ ท่ามกลางผู้ชมที่ส่งเสียงเชียร์ไม่ต่างจากอดีต คลิปการประชันเหล่านี้มียอดชมทางออนไลน์หลักแสนหลักล้าน ยืนยันว่าเสน่ห์ของการดวลฝีมือไม่เคยเสื่อมคลาย และตราบใดที่ยังมีนักดนตรีสองคนกับผู้ชมหนึ่งวง สังเวียนแห่งเสียงก็พร้อมเปิดฉากเสมอ
การประชันวงสอนเราว่าการแข่งขันที่มีขนบ มีความเคารพ และมีศักดิ์ศรีกำกับ ไม่ได้ทำลายศิลปะ ตรงกันข้าม มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่เร่งให้ศิลปะลุกโชนถึงขีดสุด ดนตรีไทยที่เราฟังกันทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งคือผลผลิตจากค่ำคืนแห่งการต่อสู้เหล่านั้น ค่ำคืนที่นักดนตรีเดิมพันทั้งชีวิตบนผืนระนาด แล้วทิ้งชัยชนะไว้ให้คนรุ่นหลังทั้งวงการ
ศัพท์น่ารู้ประจำบทความ
- การประชัน การบรรเลงโต้ตอบวัดฝีมือกันสดต่อหน้าผู้ชมระหว่างวงหรือนักดนตรี
- เพลงลูกล่อลูกชน เพลงหรือกลเม็ดที่ส่งไป "ถาม" ให้คู่ประชันต้อง "ตอบ" เป็นเครื่องวัดไหวพริบและคลังเพลง
- การเดี่ยว การบรรเลงอวดฝีมือคนเดียวด้วยเพลงเดี่ยวขั้นสูงประจำเครื่อง จุดสูงสุดของการประชัน
- ทางเพลง สำนวนการดำเนินทำนองเฉพาะของครูหรือสำนัก อาวุธลับสำคัญในสนามประชัน
- จางวาง ตำแหน่งหัวหน้าควบคุมวงดนตรีประจำวังเจ้านายในสมัยก่อน เช่น จางวางศร จางวางทั่ว
- มือหนึ่ง นักระนาดเอกหลักของวงผู้รับบทหนักที่สุดในการประชัน
- เดี่ยวกราวใน เพลงเดี่ยววัดพละกำลังและความคมของไม้ระนาด ถือเป็นเพลงวัดชั้นเชิงสูงสุดทางหนึ่ง
คำถามที่พบบ่อยเรื่องการประชันวง
ถาม: การประชันตัดสินแพ้ชนะกันอย่างไรในเมื่อไม่มีกรรมการ?
ตอบ: ตัดสินด้วยฉันทามติของผู้ฟังและผู้รู้ในงาน เกณฑ์ที่วงการยอมรับร่วมกันคือความแม่นและพร้อมเพรียงของวง ความยากและความใหม่ของเพลงที่นำเสนอ ความสามารถ "รับ" เพลงของอีกฝ่ายได้หรือไม่ และชั้นเชิงการเดี่ยว บ่อยครั้งผลแพ้ชนะชัดเจนจนไม่ต้องประกาศ เช่น เมื่อฝ่ายหนึ่งรับเพลงต่อไม่ได้หรือเล่นหลุด ทั้งงานย่อมรู้กันเอง
ถาม: การประชันเป็นเรื่องของระนาดเอกอย่างเดียวหรือ?
ตอบ: ไม่ใช่ แม้ระนาดเอกจะเป็นดาวเด่นที่สุด แต่การประชันวัดทั้งวง ทั้งความกลมเกลียวของเครื่องคู่ ฝีมือคนฆ้อง คนปี่ คนเครื่องหนัง และการอำนวยการของครูผู้คุมวง วงที่มือหนึ่งเก่งแต่ลูกวงอ่อนมักพ่ายวงที่เสมอกันทั้งวงเสมอ
ถาม: ปัจจุบันยังมีการประชันจริง ๆ ให้ดูที่ไหน?
ตอบ: มีทั้งรายการประชันที่จัดเป็นกิจกรรมอนุรักษ์โดยสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวัฒนธรรม งานไหว้ครูใหญ่บางงานที่เชิญหลายวงมาบรรเลงร่วมกัน และการประกวดระดับชาติที่ใช้รูปแบบบรรเลงต่อหน้ากันสด นอกจากนี้บันทึกการประชันครั้งสำคัญในอดีตและปัจจุบันหาชมได้ทางแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์จำนวนมาก
ถาม: นักดนตรีคู่ประชันเกลียดกันจริงไหม?
ตอบ: ส่วนใหญ่ตรงกันข้าม ขนบของวงการถือว่าการประชันคือการแลกวิชา คู่ประชันที่สูสีมักกลายเป็นเพื่อนรักหรือดองเป็นเครือญาติทางดนตรีกันในภายหลัง เรื่องเล่าครูโบราณหลายเรื่องจบที่คู่แข่งฝากลูกศิษย์ให้เรียนข้ามสำนักด้วยความนับถือใจกัน ความดุเดือดอยู่บนเวที ความเคารพอยู่ตลอดชีวิต
ถาม: อยากซึมซับบรรยากาศการประชันแบบเต็มรส ควรเริ่มจากอะไร?
ตอบ: เริ่มจากชมภาพยนตร์โหมโรงเพื่อปูอารมณ์และบริบทยุคทอง จากนั้นหาชมคลิปการประชันระนาดร่วมสมัยฉบับเต็ม สังเกตช่วงเดี่ยวและปฏิกิริยาผู้ชม แล้วถ้ามีโอกาสให้ไปฟังการประกวดดนตรีไทยระดับประเทศสักครั้ง เสียงเชียร์สด ๆ กลางสนามคือประสบการณ์ที่วิดีโอแทนไม่ได้


