ในบรรดาเครื่องดนตรี "ต่างชาติ" ที่เข้ามาอยู่ในดนตรีไทย ไม่มีเครื่องใดกลืนกลายสำเร็จเท่าขิม จากเครื่องดนตรีของชุมชนชาวจีนในสยามเมื่อราวร้อยกว่าปีก่อน วันนี้ขิมมีทางเพลงไทยของตนเอง มีสำนักการสอนแบบไทย มีเพลงเดี่ยวประจำเครื่อง และมีสถานะเป็นเครื่องดนตรี "ไทย" ในการรับรู้ของคนทั่วไปอย่างสมบูรณ์ กระบวนการกลืนกลายนี้คือกรณีศึกษาชั้นเยี่ยมของพลวัตวัฒนธรรมดนตรี ที่บทความนี้จะพาไปสำรวจตั้งแต่ต้นทางถึงปัจจุบัน

เส้นทางข้ามทวีป: จากซานตูร์ถึงหยางฉิน

ขิมอยู่ในตระกูลเครื่องดนตรีสากลที่เรียกว่า hammered dulcimer คือพิณกล่องที่ใช้ไม้ตีสาย ต้นตระกูลเก่าแก่ที่สุดที่นักวิชาการสืบได้คือ ซานตูร์ (santur) ของเปอร์เซีย ซึ่งแพร่ไปทั่วโลกตามเส้นทางการค้า สายหนึ่งไปยุโรปกลายเป็น cimbalom ของฮังการีและ hackbrett ของเยอรมัน อีกสายมาทางตะวันออกถึงจีนราวสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย กลายเป็น หยางฉิน (揚琴) ซึ่งแปลตามอักษรได้ว่า "พิณต่างประเทศ" ชื่อนี้เองบันทึกไว้ชัดเจนว่าแม้แต่จีนก็รับเครื่องนี้มาจากที่อื่น

หยางฉินเดินทางลงใต้พร้อมชาวจีนอพยพสู่อุษาคเนย์ ในสยามช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ชุมชนจีนในพระนครใช้หยางฉินบรรเลงในงิ้ว งานแต้จิ๋ว และวงเครื่องสายจีน คนไทยเรียกเครื่องนี้ว่า "ขิม" ซึ่งสันนิษฐานว่าเพี้ยนจากคำจีนแต้จิ๋วที่ใช้เรียกเครื่องดนตรีตระกูลฉิน ราวปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 นักดนตรีไทยเริ่มนำขิมเข้าผสมในวงเครื่องสายไทย เกิดเป็น "วงเครื่องสายผสมขิม" ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จากนั้นครูดนตรีไทยก็พัฒนาทางเพลง เทคนิค และแบบแผนการสอนจนขิมมีสัญชาติไทยเต็มขั้นภายในเวลาเพียงสองสามชั่วอายุคน

กายวิภาคของขิมไทย

ขิมมาตรฐานไทยมีรูปทรงกล่องแบน ทรงคางหมูโค้งคล้ายปีกผีเสื้อ ประกอบด้วย

  • กล่องเสียง ไม้เนื้อแข็งประกอบเป็นกล่องกลวง หน้าขิมเจาะช่องเสียงกลมสองช่องมักฉลุลวดลายงดงาม
  • สาย ลวดโลหะขึงขวางตัวกล่อง เทียบเสียงเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 เส้นต่อหนึ่งระดับเสียง (บางแบบ 2 หรือ 4 เส้น) ขิมไทยมาตรฐานมี 42 สาย รวม 14 กลุ่มเสียง การใช้หลายสายต่อเสียงทำให้เสียงหนากังวานและดังเพียงพอ
  • หย่อง สันไม้สองแถววางบนหน้าขิม สายพาดสลับซ้ายขวาผ่านหย่อง จุดที่สายพาดหย่องแบ่งสายหนึ่งเส้นออกเป็นสองช่วงเสียงต่างระดับ ระบบนี้ทำให้ขิมได้จำนวนเสียงมากในพื้นที่จำกัด และเป็นเหตุผลที่ตำแหน่งเสียงบนขิมเรียงแบบสลับฟันปลาอันเป็นเอกลักษณ์
  • ไม้ตีขิม คู่ไม้ไผ่เรียวปลายงอน หุ้มปลายด้วยหนังหรือสักหลาด ความอ่อนของก้านไม้คือหัวใจของเทคนิคขิม เพราะแรงดีดสะท้อนของก้านช่วยให้ตีรัวได้เร็วโดยใช้แรงน้อย

การเทียบเสียงขิมไทยปรับจากระบบจีนมาเป็น ระบบเจ็ดเสียงไทย เพื่อให้ร่วมวงกับเครื่องไทยได้สนิท นี่คือจุดเปลี่ยนทางเทคนิคที่ทำให้ขิม "เป็นไทย" อย่างแท้จริง เพราะเสียงทุกเสียงบนหน้าขิมถูกจัดใหม่ตามหูไทย

เทคนิคการบรรเลง: ศาสตร์ของข้อมือ

เสียงขิมเกิดจากการตีแล้วดังกังวานต่อเนื่อง ผู้เล่นจึงควบคุมดนตรีผ่านสามมิติหลัก

  1. การเก็บ ตีทำนองถี่สม่ำเสมอสองมือสลับกัน เป็นพื้นฐานการดำเนินทำนองแบบไทยที่ต้องฝึกจนมือซ้ายขวาเท่ากันสนิท
  2. การกรอ (รัว) การตีสองมือสลับเร็วยิบบนเสียงเดียวหรือคู่เสียง ให้เสียงยาวต่อเนื่องดุจการสีของซอ เทคนิคนี้คือลายเซ็นของขิม เสียงกรอที่เนียนราวสายน้ำคือมาตรวัดฝีมือขั้นต้นของนักขิมทุกคน
  3. การควบคุมน้ำหนักและคู่เสียง ขิมตีพร้อมกันสองเสียงได้เสมอ นักขิมชั้นสูงใช้มือหนึ่งเดินทำนองอีกมือแทรกเสียงประสานหรือกระทบคู่แปด สร้างมิติราวกับบรรเลงสองเครื่อง

ท่านั่งตีขิมแบบไทยคือนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิกับพื้น ขิมวางบนขาตั้งเตี้ย หลังตรง การเคลื่อนไหวสวยงามของข้อมือขณะกรอถือเป็นสุนทรียะทางสายตาที่ผู้ชมชื่นชมไม่แพ้เสียง วัฒนธรรมการเรียนขิมจึงเน้นบุคลิกภาพควบคู่ฝีมือมาแต่ต้น

ขิมในวัฒนธรรมไทย: จากห้องเรียนถึงจอเงิน

ปัจจัยที่ทำให้ขิมแพร่หลายในไทยเหนือเครื่องต่างชาติอื่นมีหลายชั้น ประการแรกคือ ความง่ายในการเริ่มต้น ตำแหน่งเสียงตายตัว ไม่ต้องบังคับลมหรือกดสายให้ตรงเสียง เด็กเล็กก็ตีเป็นเพลงได้ในเวลาไม่นาน ประการที่สองคือ เสียงที่ถูกจริตไทย ใสกังวานอ่อนหวานเข้ากับสุนทรียะแบบเครื่องสาย ประการที่สามคือ ภาพลักษณ์กุลสตรี ที่สืบทอดจากวัฒนธรรมชาววังตอนปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ขิมกลายเป็นเครื่องดนตรียอดนิยมของการอบรมบุตรสาวตระกูลดี ภาพหญิงสาวนั่งตีขิมกลายเป็นสัญรูปของความงามแบบไทยที่ปรากฏซ้ำในวรรณกรรม ละคร และภาพยนตร์เรื่อยมา

วรรณกรรมและสื่อบันเทิงมีบทบาทมหาศาลในการตอกย้ำสถานะของขิม นวนิยายและละครโทรทัศน์แนวย้อนยุคหลายเรื่องใช้ขิมเป็นหัวใจของเรื่องหรือฉากจำ ทำให้เกิดกระแสผู้เรียนขิมพุ่งสูงเป็นระลอกตามความนิยมของสื่อแต่ละยุค โรงเรียนดนตรีเอกชนทั่วประเทศล้วนมีหลักสูตรขิมเป็นวิชายอดนิยมติดอันดับตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

ทางเพลงและการประสมวง

ในทางดุริยางคศาสตร์ไทย ขิมถูกจัดเข้า วงเครื่องสายผสม ซึ่งเป็นรูปแบบวงที่เปิดรับเครื่องต่างชาติเข้าร่วมกับเครื่องสายไทยมาตรฐาน ทางเพลงของขิมพัฒนาจนมีเอกลักษณ์ คือผสมการเก็บแบบจะเข้ การกรอที่ทำหน้าที่แทนเสียงยาวของเครื่องสี และการเล่นคู่เสียงที่เป็นธรรมชาติเฉพาะของเครื่องตีสาย เพลงเดี่ยวขิมมาตรฐาน เช่น ลาวแพน จีนขิมเล็ก และทางเดี่ยวเพลงเถาสำคัญ ล้วนแสดงศักยภาพครบทุกมิติของเครื่อง นอกจากนี้ขิมยังนิยมบรรเลงเดี่ยวไม่ประกอบวง (solo) ในงานมงคลและการแสดงขนาดเล็ก ด้วยคุณสมบัติพิเศษคือเป็นเครื่องไทยไม่กี่ชิ้นที่เล่นทั้งทำนองและเสียงประกอบได้ครบจบในตัวเอง

ขิมร่วมสมัยและบทส่งท้าย

ปัจจุบันขิมขยายบทบาทกว้างไกลกว่ายุคใดในประวัติศาสตร์ นักประพันธ์ร่วมสมัยเขียนงานสำหรับขิมกับวงออร์เคสตรา นักดนตรีรุ่นใหม่เล่นเพลงป็อปและเพลงประกอบเกมด้วยขิมเผยแพร่ทางออนไลน์จนมียอดชมหลักล้าน ขณะที่ขิมไฟฟ้าและขิมโครมาติกที่เล่นครบทุกเสียงสากลก็ถูกพัฒนาเพื่องานข้ามแนว การเดินทางของขิมจึงยังไม่สิ้นสุด จากซานตูร์เปอร์เซีย สู่หยางฉินจีน สู่ขิมไทย และกำลังก้าวต่อไปสู่บริบทโลก

เรื่องราวของขิมยืนยันหลักการสำคัญของวัฒนธรรมศึกษา นั่นคือความเป็นของแท้ทางวัฒนธรรมไม่ได้วัดที่แหล่งกำเนิด แต่วัดที่การหยั่งราก เครื่องดนตรีที่เกิดในเปอร์เซียและโตในจีน สามารถกลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของไทยได้อย่างชอบธรรม เมื่อคนไทยรับมันมาเลี้ยงดู ปรับแต่ง สร้างสรรค์ และส่งต่อด้วยความรักหลายชั่วอายุคน ขิมจึงไม่ใช่เครื่องจีนในเมืองไทย หากคือเครื่องไทยที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวต่างชาติ เช่นเดียวกับคนไทยจำนวนมากบนแผ่นดินนี้นั่นเอง

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • Hammered dulcimer ตระกูลพิณกล่องตีสายด้วยไม้ ที่ขิม ซานตูร์ หยางฉิน และซิมบาลอมล้วนสังกัด
  • หย่องขิม สันไม้สองแถวที่สายพาดสลับ แบ่งสายหนึ่งเส้นเป็นสองช่วงเสียง ต้นเหตุของผังเสียงสลับฟันปลา
  • การเก็บ การตีทำนองถี่สม่ำเสมอสองมือสลับ พื้นฐานการดำเนินทำนองแบบไทย
  • การกรอ การตีสองมือสลับเร็วยิบให้เสียงยาวต่อเนื่อง ลายเซ็นเฉพาะของขิม
  • วงเครื่องสายผสม รูปแบบวงที่รับเครื่องต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกน ไวโอลิน เข้าร่วมกับเครื่องสายไทย
  • ขิมโครมาติก ขิมพัฒนาใหม่ที่มีครบทุกครึ่งเสียงสากล ใช้ในงานข้ามแนวและเพลงร่วมสมัย

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. อะไรคือหลักฐานว่าขิม "กลายเป็นไทย" แล้วจริง ไม่ใช่แค่เครื่องจีนที่คนไทยเล่น?
ดัชนีชี้วัดมีอย่างน้อยสี่ข้อ หนึ่ง การเทียบเสียงถูกปรับเข้าระบบเจ็ดเสียงไทย สอง เกิดทางเพลงและเทคนิคแบบไทยที่ไม่มีในธรรมเนียมหยางฉิน สาม มีสายการสืบทอดครู-ศิษย์แบบไทยพร้อมเพลงเดี่ยวประจำเครื่อง และสี่ สังคมไทยรับรู้ขิมเป็นเครื่อง "ของเรา" ผ่านวรรณกรรมและสื่อ ครบเงื่อนไขการกลืนกลายทางวัฒนธรรมสมบูรณ์

2. เหตุใดจึงใช้สายหลายเส้นต่อหนึ่งเสียง?
เพราะเครื่องตีสายไม่มีกลไกขยายเสียงต่อเนื่องแบบคันชัก พลังเสียงทั้งหมดมาจากการตีครั้งเดียว การขึงสายสองถึงสี่เส้นเทียบเสียงเดียวกันจึงเพิ่มมวลการสั่นและความดังโดยตรง หลักการเดียวกับที่เปียโนใช้สามสายต่อโน้ตในช่วงกลาง-สูง ทั้งยังให้เสียง "หนา" จากเฟสที่คลาดกันเล็กน้อยระหว่างเส้น

3. เสียงกรอของขิมทำหน้าที่ทดแทนอะไร และเพราะเหตุใดจึงสำคัญนัก?
ทดแทนเสียงยาวของเครื่องสีและเครื่องเป่า ธรรมชาติเสียงตีจะดังแล้วจางทันที เพลงไทยที่มีเสียงเอื้อนยาวจึงบังคับให้เครื่องตีต้องมีวิธีเลี้ยงเสียง การกรอที่ถี่เนียนคือคำตอบ และเป็นเหตุที่ครูขิมทุกสำนักใช้ความเนียนของกรอเป็นมาตรวัดฝีมือขั้นแรก

4. ปรากฏการณ์ขิมในสื่อบันเทิงบอกอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับดนตรี?
บอกว่าสื่อสมัยนิยมคือกลไกทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของการสืบทอดดนตรีในยุคใหม่ ทุกครั้งที่ละครหรือภาพยนตร์ที่มีขิมเป็นหัวใจได้รับความนิยม ยอดผู้สมัครเรียนขิมพุ่งขึ้นทั่วประเทศเป็นระลอกตาม นี่คือแบบแผนเดียวกับที่ภาพยนตร์โหมโรงทำให้เยาวชนแห่เรียนระนาด ยืนยันว่าการอนุรักษ์ที่ได้ผลต้องทำงานกับเรื่องเล่า ไม่ใช่เพียงตัวศิลปะ

5. ขิมเหมาะเป็นเครื่องแรกของผู้เริ่มเรียนดนตรีไทยหรือไม่?
เหมาะอย่างยิ่งด้วยเหตุผลเชิงการเรียนรู้ ตำแหน่งเสียงตายตัวมองเห็นได้ ไม่ต้องสร้างเสียงเองแบบเครื่องสีเครื่องเป่า ผลตอบรับจึงเร็ว กำลังใจมาไว ขณะเดียวกันขิมก็สอนสาระสำคัญของเพลงไทยครบ ทั้งทำนอง จังหวะ และการประดับเสียง ผู้ที่เริ่มจากขิมสามารถต่อยอดไปเครื่องอื่นได้อย่างมีพื้นฐานมั่นคง


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา