คืนวันที่ 29 พฤษภาคม 1913 ที่โรงละครช็องเซลีเซ ปารีส บัลเลต์เรื่องใหม่เปิดม่านด้วยเสียงบาสซูนสูงผิดธรรมชาติ แล้วตามด้วยจังหวะกระทืบที่ป่าเถื่อนเกินกว่าหูผู้ดีจะรับ ภายในไม่กี่นาทีโรงละครกลายเป็นจลาจล เสียงโห่ปะทะเสียงเชียร์ มีการชกต่อยจริง นั่นคือปฐมทัศน์ ไรต์ออฟสปริง (The Rite of Spring) ของอิกอร์ สตราวินสกี และคือฉากเปิดที่สมบูรณ์แบบของศตวรรษที่ดนตรีศิลป์จะทดลอง ทลาย และตั้งคำถามทุกสิ่งที่เคยศักดิ์สิทธิ์ บทความนี้จะพาทัวร์ร้อยปีแห่งการทดลองนั้น จากการทุบระบบคีย์ ดนตรีใต้เงาเผด็จการ ความเงียบสี่นาทีครึ่ง ถึงการค้นพบว่าความเรียบง่ายที่วนซ้ำก็ปฏิวัติได้เท่ากัน

สตราวินสกีและการปลดปล่อยจังหวะ

อิกอร์ สตราวินสกี (1882-1971) ศิษย์ริมสกี-คอร์ซาคอฟจากรัสเซีย ระเบิดชื่อเสียงที่ปารีสด้วยบัลเลต์สามเรื่องให้คณะบัลเลต์รุสส์ ไฟร์เบิร์ด เปตรูชกา และไรต์ออฟสปริงที่เขย่าโลก นวัตกรรมแกนของไรต์คือ จังหวะในฐานะพระเอก มิเตอร์เปลี่ยนแทบทุกห้อง สำเนียงกระแทกตรงที่หูไม่คาด และเสียงประสานขัดหูที่ตอกซ้ำราวพิธีกรรมดึกดำบรรพ์ มันคือการประกาศว่าดนตรีไม่จำเป็นต้องงามแบบสวนดอกไม้ มันดิบ ทรงพลัง และเก่าแก่กว่าอารยธรรมได้ จลาจลคืนแรกกลายเป็นชัยชนะถาวร ภายในไม่กี่ปีไรต์คือผลงานคลาสสิกของศตวรรษ และภาษาจังหวะของมันไหลลงสู่เพลงหนัง (จอห์น วิลเลียมส์ยอมรับอิทธิพลตรง ๆ ) เมทัล และดนตรีทดลองทุกสาย ตัวสตราวินสกีเองกลายพันธุ์ต่อทั้งชีวิต จากยุครัสเซียสู่นีโอคลาสสิกที่หวนรูปแบบเก่าด้วยหูใหม่ จนถึงยุคทดลองระบบสิบสองเสียงตอนบั้นปลาย ต้นแบบศิลปินที่ไม่ยอมถูกขังในความสำเร็จของตนเอง

เวียนนาสายที่สอง: เมื่อระบบคีย์ถูกประกาศยกเลิก

ขณะปารีสปลดปล่อยจังหวะ เวียนนาปลดปล่อยเสียงประสาน อาร์โนลด์ เชินแบร์ก (1874-1951) เดินตามตรรกะของวากเนอร์จนสุดทาง เมื่อคอร์ดตึงถูกใช้จนความคลายไร้ความหมาย ทำไมไม่ทิ้งศูนย์กลางไปเลย เกิด ดนตรีอโทนัล ที่ไร้คีย์ ไร้บ้าน ทุกเสียงเท่ากัน ผลงานยุคนี้เข้มข้นแบบฝันร้ายแสดงออก (expressionism) และเมื่ออิสระไร้กรอบเริ่มเขียนยาก เขาก็สร้างกรอบใหม่ ระบบสิบสองเสียง (twelve-tone) จัดโน้ตทั้งสิบสองเป็นแถวลำดับตายตัว แล้วประพันธ์จากการพลิกแถวนั้นตามกติกา คณิตศาสตร์แทนแรงโน้มถ่วง ศิษย์เอกสองคนพาระบบไปคนละขั้ว อัลบัน แบร์กใส่หัวใจโรแมนติกให้มันจนโอเปร่าวอซเซคของเขาเป็นงานอโทนัลที่ผู้ชมร้องไห้ได้ ส่วนอันตัน เวเบิร์นกลั่นมันเป็นผลึกเสียงสั้นกริบที่กลายเป็นแม่แบบของสายหลังสงคราม สำนักเวียนนาที่สองนี้ไม่เคยชนะใจมหาชน แต่ชนะโรงเรียน มันครองหลักสูตรการประพันธ์ครึ่งศตวรรษ และบังคับทุกคนที่ตามมาให้ต้องเลือกจุดยืนต่อคำถามของมัน

ดนตรีในศตวรรษการเมือง: เสียงใต้เงาเผด็จการ

ศตวรรษที่ 20 คือศตวรรษที่รัฐเข้าจัดการศิลปะถึงห้องทำงาน กรณีลึกที่สุดคือ ดมิทรี ชอสตาโควิช (1906-1975) อัจฉริยะโซเวียตผู้ถูกสตาลินเล่นงานสองรอบ บทความหนังสือพิมพ์พรรคที่ประณามโอเปร่าของเขาคือคำขู่ประหารกลาย ๆ เขาตอบด้วยซิมโฟนีหมายเลขห้าที่ทางการอ่านเป็นการสำนึกผิด ขณะผู้ฟังจำนวนมากได้ยินโศกนาฏกรรมและการประชดที่ซ่อนใต้เสียงเดินแถว ศิลปะสองชั้นความหมายของเขากลายเป็นกรณีศึกษาตลอดกาลเรื่องการสร้างสรรค์ใต้การเซ็นเซอร์ ซิมโฟนีหมายเลขเจ็ดเลนินกราดที่เขียนกลางวงล้อมนาซีคือสัญลักษณ์การต้านทานที่ถูกบรรเลงกลางเมืองที่กำลังอดตาย ดนตรีศตวรรษนี้จึงไม่เคยลอยพ้นการเมือง จากผลงานต้องห้ามใต้นาซี ถึงศิลปินอพยพที่เปลี่ยนแผนที่ดนตรีอเมริกา

หลังสงคราม: ทดลองสุดขั้วและความเงียบของเคจ

หลัง 1945 คนรุ่นใหม่ยุโรปมองว่าอารยธรรมเก่าล้มเหลวถึงรากจึงต้องสร้างดนตรีจากศูนย์ สายอาวองการ์ดจัดจากบูเลซถึงชต็อคเฮาเซินขยายระบบแถวลำดับคุมทุกมิติเสียง ทดลองอิเล็กทรอนิกส์ และดนตรีเชิงสุ่ม ขั้วที่ถามคำถามใหญ่สุดคืออเมริกัน จอห์น เคจ (1912-1992) ผู้ได้อิทธิพลเซนตะวันออก งานอื้อฉาวและลึกซึ้งที่สุดของเขาคือ 4'33" (1952) นักเปียโนนั่งเงียบสี่นาทีสามสิบสามวินาที เสียงของผลงานคือทุกเสียงแวดล้อมที่เกิดขณะนั้น เสียงไอ เสียงแอร์ เสียงใจเต้นของผู้ฟังเอง มันไม่ใช่เรื่องตลก มันคือคำถามปรัชญาที่คมที่สุดของศตวรรษ ดนตรีคืออะไร เส้นแบ่งเสียงกับดนตรีอยู่ที่ไหน และการฟังคือการกระทำสร้างสรรค์หรือไม่ เคจเปิดประตูให้ศิลปะเสียง (sound art) ทั้งแขนงที่ตามมา

มินิมัลลิสม์: การปฏิวัติด้วยความเรียบง่าย

ปลายทศวรรษ 1960 คนรุ่นใหม่อเมริกันกบฏต่อความซับซ้อนของอาวองการ์ดด้วยทิศตรงข้าม มินิมัลลิสม์ ดนตรีจากเซลล์สั้น ๆ ที่วนซ้ำและแปรอย่างช้า ๆ สตีฟ ไรช์ ค้นพบเฟสชิฟต์จากเทปสองม้วนที่เหลื่อมกันทีละน้อย แล้วสร้างงานอย่าง Music for 18 Musicians ที่ผืนเสียงเต้นระยิบราวกาเมลัน (ที่เขาไปเรียนจริงถึงกานาและบาหลี) ฟิลิป กลาส พาภาษาวนซ้ำสู่โอเปร่าและเพลงหนังจนคำว่า Glass-like คือคำคุณศัพท์สากล มินิมัลลิสม์คือสายศตวรรษที่ 20 ที่ชนะมหาชนจริง มันคือรากของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ แอมเบียนต์ และเพลงประกอบซีรีส์จำนวนมหาศาลปัจจุบัน และมันปิดวงจรของศตวรรษอย่างงดงาม จากการทดลองที่ไล่ผู้ฟังหนี สู่การทดลองที่ผู้ฟังทั้งโลกโอบรับ บทเรียนรวมของร้อยปีนี้จึงไม่ใช่ว่าการทดลองใดถูก แต่คือดนตรีศิลป์ได้ขยายอาณาเขตของ "สิ่งที่เป็นไปได้" ไว้ให้ทุกแนวเพลงหยิบใช้ และหูของเราทุกคนวันนี้ ที่รับเสียงขัดในเพลงหนัง จังหวะแปลกในเพลงป็อป และผืนเสียงวนในเพลย์ลิสต์ทำงาน คือทายาทของสงครามเสียงทั้งศตวรรษนั้นโดยไม่รู้ตัว

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • ไรต์ออฟสปริง บัลเลต์จลาจล 1913 ของสตราวินสกี จุดระเบิดของดนตรีสมัยใหม่
  • อโทนัล / ระบบสิบสองเสียง ดนตรีไร้ศูนย์กลางคีย์ และระบบแถวลำดับของเชินแบร์กที่มาจัดระเบียบมัน
  • สำนักเวียนนาที่สอง เชินแบร์กกับศิษย์ แบร์กและเวเบิร์น ผู้ทลายระบบคีย์
  • 4'33" ผลงานความเงียบของจอห์น เคจ คำถามปรัชญาเรื่องนิยามของดนตรี
  • มินิมัลลิสม์ สายดนตรีวนซ้ำแปรช้าของไรช์-กลาส การปฏิวัติที่ชนะใจมหาชน
  • เฟสชิฟต์ (phasing) เทคนิคสองแนวเดียวกันเหลื่อมกันทีละน้อยของไรช์

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. จลาจลไรต์ออฟสปริงบอกอะไรเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับความใหม่?
ว่าความโกรธคือปฏิกิริยาของความคาดหวังที่ถูกหักมากกว่าคุณภาพของงาน ผู้ชมคืนนั้นมาดูบัลเลต์งามแบบเจ้าหญิงนิทราแล้วเจอพิธีบูชายัญ ภายในปีเดียวเมื่อความคาดหวังถูกตั้งใหม่ งานเดียวกันกลายเป็นชัยชนะ ประวัติศาสตร์ศิลปะซ้ำรอยนี้เสมอ จากมาเนต์ถึงบ็อบ ดีแลนเสียบปลั๊ก ความอื้อฉาววันแรกกับความคลาสสิกวันหลังมักคืองานชิ้นเดียวกัน สิ่งที่เปลี่ยนคือกรอบของผู้รับ

2. ระบบสิบสองเสียงล้มเหลวหรือสำเร็จเมื่อมองย้อนร้อยปี?
สำเร็จในภารกิจที่แท้ของมันแม้แพ้สงครามมหาชน มันพิสูจน์ว่าดนตรีสร้างระเบียบใหม่นอกแรงโน้มถ่วงเดิมได้ ผลิตผลงานชั้นเยี่ยมจำนวนหนึ่ง และฝึกหูนักแต่งทั้งศตวรรษให้คิดเรื่องโครงสร้างลึกขึ้น ภาษาของมันยังถูกใช้จริงในที่ที่ความไม่สบายใจคือเป้าหมาย เพลงหนังระทึกและสยองทั้งแนวคือสิบสองเสียงประยุกต์ บทเรียนคือนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องยึดบัลลังก์กระแสหลักเพื่อจะสำคัญ การขยายพรมแดนคือคุณูปการในตัวเอง

3. กรณีชอสตาโควิชให้บทเรียนอะไรเรื่องศิลปะใต้อำนาจ?
ว่าศิลปะที่ยิ่งใหญ่สามารถพูดสองชั้นได้ ชั้นที่อำนาจอ่านและชั้นที่ประชาชนได้ยิน ความกำกวมไม่ใช่ความขลาดแต่คือเทคโนโลยีการอยู่รอดที่เก็บความจริงไว้ให้คนรุ่นหลังถอดรหัส ขณะเดียวกันมันเตือนเรื่องราคาของการสร้างใต้ความกลัวที่ศิลปินไม่ควรต้องจ่าย การอ่านงานยุคเผด็จการทุกชาติจึงต้องอ่านทั้งตัวโน้ตและบริบท และนี่คือทักษะที่ใช้ได้กับศิลปะใต้การเซ็นเซอร์ทุกยุคทุกแห่ง

4. 4'33" ของเคจคือดนตรีจริงหรือแค่แนวคิด?
คำถามนี้เองคือผลงาน เคจบังคับให้ทุกคนที่ตอบต้องนิยามดนตรีของตนใหม่ หากดนตรีคือเสียงที่ถูกจัดกรอบให้ตั้งใจฟัง 4'33" ก็คือดนตรีสมบูรณ์ เพราะมันจัดกรอบความเงียบให้เราฟังเสียงโลกอย่างที่ไม่เคยฟัง อิทธิพลจริงของมันวัดได้ ศิลปะเสียง การบันทึกภาคสนาม และการฟังเชิงลึก (deep listening) ทั้งขบวนการยืนบนคำถามของเคจ งานที่สร้างสาขาใหม่ให้คนอื่นทำต่อคืองานที่ตอบตัวเองแล้วว่าจริง

5. ควรเริ่มฟังศตวรรษที่ 20 อย่างไรไม่ให้ถอดใจ?
เรียงจากประตูง่าย เริ่มมินิมัลลิสม์ด้วย Music for 18 Musicians เปิดคลอทำงานแล้วปล่อยให้ผืนเสียงพาไป ตามด้วยไรต์ออฟสปริงฉบับมีภาพบัลเลต์ช่วยให้จังหวะดิบมีเรื่องรองรับ แล้วลองชอสตาโควิชหมายเลขห้าท่อนจบพร้อมรู้บริบทสตาลิน ความหมายสองชั้นจะทำให้ขนลุก จากนั้นจึงแตะเชินแบร์กผ่านแบร์กผู้มีหัวใจ และปิดด้วยการนั่งเงียบสี่นาทีครึ่งของเคจในห้องตัวเองสักครั้ง ฟังโลกที่ไม่เคยฟัง ถึงตรงนั้นผู้ฟังจะพบว่าศตวรรษที่ว่ายากนั้น แท้จริงคือคลังของขวัญที่รอหูที่พร้อมมาเปิด


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา