ถ้ายุคคลาสสิกถามว่าดนตรีที่สมบูรณ์แบบควรเป็นอย่างไร ศตวรรษที่ 19 เปลี่ยนคำถามเป็น ดนตรีของ "ฉัน" รู้สึกอย่างไร นั่นคือหัวใจของ ยุคโรแมนติก ยุคที่อารมณ์ปัจเจกขึ้นครองบัลลังก์ศิลปะ ความรักที่ไม่สมหวัง ธรรมชาติอันไพศาล ความตาย ปีศาจ และความฝัน กลายเป็นสาระหลักของเสียง วงออร์เคสตราบวมขึ้นเป็นยักษ์ร้อยชีวิต นักดนตรีกลายเป็นดาราที่สาวกกรี๊ดสลบ และดนตรีก็ประกาศตนเป็นศาสนาใหม่ของจิตวิญญาณ บทความนี้จะพาสำรวจศตวรรษอันเร่าร้อนนี้ทั้งความคิด เสียง และมรดกที่ยังดังอยู่ในโรงหนังทุกเรื่องที่เราดู
รากความคิด: จากเหตุผลสู่ความรู้สึก
โรแมนติซิสม์คือขบวนการทางวัฒนธรรมที่กบฏต่อยุคแสงสว่าง กวีและนักปรัชญาเยอรมัน-อังกฤษปลายศตวรรษที่ 18 ประกาศว่าเหตุผลไม่ใช่ทางเข้าถึงความจริงสูงสุด ความรู้สึก จินตนาการ และประสบการณ์อันล้นพ้น (the sublime) ต่างหากคือประตู ธรรมชาติป่าเถื่อน ยุคกลางอันลึกลับ และโลกภายในของปัจเจกกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหม่ และในบรรดาศิลปะทั้งปวง นักคิดโรแมนติกยก ดนตรี เป็นราชา เพราะมันพูดสิ่งที่ภาษาพูดไม่ได้โดยตรงต่อวิญญาณ นักประพันธ์จึงเปลี่ยนสถานะจากช่างฝีมือเป็นศาสดา ผลงานเปลี่ยนจากสินค้าเป็นคำประกาศ และการฟังเปลี่ยนจากความบันเทิงเป็นพิธีกรรม หอแสดงคอนเสิร์ตที่ผู้ฟังนั่งเงียบสนิทในความมืดคือสิ่งประดิษฐ์ของยุคนี้ ก่อนหน้านั้นผู้ฟังกินดื่มคุยกันระหว่างเพลงเป็นปกติ
เสียงที่ใหญ่ขึ้น ลึกขึ้น แปลกขึ้น
ภาษาดนตรีโรแมนติกขยายทุกพรมแดนที่คลาสสิกวางไว้ ฮาร์โมนี กล้าใช้คอร์ดแปลกและการเปลี่ยนคีย์ไกลเพื่อสีอารมณ์ใหม่ จุดสุดขั้วคือทริสตันคอร์ดของวากเนอร์ที่ค้างความปรารถนาไว้ไม่ยอมคลี่คลายนานสี่ชั่วโมง จนถือเป็นเมล็ดพันธุ์การล่มสลายของระบบคีย์ในศตวรรษถัดมา ทำนอง ยาวขึ้น โค้งกว้างขึ้น ร้องเข้าใจง่ายขึ้น เพราะเพลงต้องพูดกับหัวใจมหาชน วงออร์เคสตรา ระเบิดขนาด แบร์ลิออซเรียกร้องวงมหึมาพร้อมเครื่องใหม่ ทูบา อิงลิชฮอร์น ฮาร์ปหลายตัว วากเนอร์สร้างโรงอุปรากรของตนเองที่ไบรอยต์พร้อมประดิษฐ์ทูบาตระกูลใหม่ และมาห์เลอร์ปิดศตวรรษด้วยซิมโฟนีพันชีวิต ศิลปะการ เรียบเรียงสีสันวง (orchestration) กลายเป็นวิชาเอกเทศที่มีตำราของตัวเอง มรดกข้อนี้ตกทอดตรงถึงนักประพันธ์เพลงหนังปัจจุบันที่ล้วนคือทายาทของแบร์ลิออซและวากเนอร์
รูปแบบใหม่ประจำยุคคือ ดนตรีพรรณนา (program music) เพลงบรรเลงที่เล่าเรื่องหรือวาดภาพตามโปรแกรมที่ประกาศ ซิมโฟนีแฟนตาสติกของแบร์ลิออซเล่าฝันฝิ่นของศิลปินอกหักถึงฉากแม่มด บทกวีซิมโฟนี (symphonic poem) ที่ลิสท์บุกเบิกย่อทั้งบทกวีหรือปรัชญาลงในท่อนเดียว ฝ่ายตรงข้ามคือสายดนตรีสัมบูรณ์นำโดยบราห์มส์ผู้ยืนยันว่าดนตรีบริสุทธิ์ไม่ต้องพึ่งเรื่องเล่า สงครามสุนทรียะสองค่ายนี้ (สายวากเนอร์-ลิสท์ ปะทะ สายบราห์มส์) คือมหากาพย์ปัญญาชนครึ่งหลังศตวรรษ ที่เบื้องลึกคือคำถามอมตะ ดนตรีคือภาษาของอะไรกันแน่
ชาตินิยมดนตรี: เมื่อทุกชาติค้นหาเสียงของตน
ศตวรรษที่ 19 คือศตวรรษแห่งรัฐชาติ และดนตรีคือหนึ่งในสนามสร้างชาติที่เข้มข้นที่สุด นักประพันธ์นอกแกนเยอรมัน-อิตาลี-ฝรั่งเศสลุกขึ้นประกาศอัตลักษณ์ด้วยการขุดเพลงพื้นบ้าน ตำนาน และภาษาถิ่นของตนเข้าดนตรีศิลป์ รัสเซียมีกลุ่มห้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สร้างดนตรีรัสเซียแท้จากเพลงชาวนาและระฆังโบสถ์ออร์โธด็อกซ์ เช็กมีสเมตานาผู้วาดแม่น้ำวัลตาวาและดโวชาคผู้พาเพลงเต้นรำโบฮีเมียสู่เวทีโลก นอร์เวย์มีกรีก ฟินแลนด์มีซิเบลิอุสที่ฟินลันเดียของเขากลายเป็นเพลงปลุกชาติใต้เงารัสเซีย สเปน ฮังการี โปแลนด์ ล้วนมีวีรบุรุษดนตรีประจำชาติของตน ขบวนการนี้ให้บทเรียนสองด้าน ด้านงามคือการที่เพลงพื้นบ้านได้รับเกียรติสูงสุดและคลังดนตรีโลกหลากสีขึ้นมหาศาล ด้านที่ต้องรู้ทันคือดนตรีถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมืองชาตินิยมได้ทั้งทางปลดปล่อยและทางกดขี่ บทเรียนที่ศตวรรษที่ 20 จะตอกย้ำอย่างเจ็บปวด
ดาราเวอร์ชูโอโซและวัฒนธรรมคอนเสิร์ตสมัยใหม่
โรแมนติกยังให้กำเนิดสิ่งที่เรารู้จักดี วัฒนธรรมดาราดนตรี ปากานีนีนักไวโอลินผู้เล่นเหนือมนุษย์จนถูกลือว่าขายวิญญาณให้ปีศาจ คือซูเปอร์สตาร์ต้นแบบ ลิสท์รับคบเพลิงต่อจนเกิดคำว่าลิสโตมาเนีย สุภาพสตรีแย่งผ้าเช็ดหน้าและสายเปียโนขาดของเขาราวแฟนคลับปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจรองรับก็ครบ ผู้จัดการทัวร์ เอเยนต์ สื่อวิจารณ์ โรงแสดงใหญ่ และตลาดเปียโนในบ้านชนชั้นกลางที่ทำให้โน้ตเพลงและครูดนตรีคืออุตสาหกรรม เด็กหญิงชนชั้นกลางทั้งยุโรปหัดเปียโน วรรณกรรมเพลงสำหรับบ้าน (เพลงร้องศิลป์ เปียโนชิ้นสั้น) เฟื่องฟูตาม ทั้งหมดคือโครงที่วงการดนตรีคลาสสิกและอุตสาหกรรมดาราทุกแนวยังดำเนินอยู่ข้างในจนวันนี้
มรดก: ศตวรรษที่ไม่เคยจบ
โรแมนติกอาจคือยุคที่ "ยังไม่จบ" ที่สุดของประวัติศาสตร์ดนตรี เพราะภาษาของมันคือภาษาหลักของดนตรีมหาชนปัจจุบัน เพลงประกอบภาพยนตร์ฮอลลีวูดตั้งแต่สตาร์วอร์สถึงแฟนตาซีทุกเรื่องคือออร์เคสตราโรแมนติกเต็มรูป เพลงป็อปบัลลาดที่ไต่อารมณ์สู่จุดระเบิดคือโครงอารมณ์แบบโรแมนติกย่อส่วน แนวคิดศิลปินผู้แสดงตัวตนผ่านผลงานคือมรดกความคิดของยุคนี้ตรง ๆ และคอนเสิร์ตที่เรานั่งเงียบในความมืดเพื่อให้เสียงพาไป ก็คือพิธีกรรมที่ศตวรรษที่ 19 ออกแบบไว้ให้เราใช้ต่อ เมื่อใดที่ดนตรีทำให้เราขนลุก น้ำตาไหล หรือรู้สึกว่าโลกใหญ่กว่าตัวเรา เมื่อนั้นเรากำลังพูดภาษาโรแมนติกอยู่ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่
อภิธานศัพท์ประจำบทความ
- The sublime ประสบการณ์ความยิ่งใหญ่ล้นพ้นที่โรแมนติซิสม์ถือเป็นทางเข้าถึงความจริง
- ทริสตันคอร์ด คอร์ดเปิดโอเปร่าทริสตันของวากเนอร์ สัญลักษณ์การดันฮาร์โมนีถึงขอบระบบ
- ดนตรีพรรณนา (program music) ดนตรีบรรเลงที่เล่าเรื่องตามโปรแกรมประกาศ
- บทกวีซิมโฟนี (symphonic poem) รูปแบบท่อนเดียวเล่าเรื่อง/ปรัชญา ที่ลิสท์บุกเบิก
- ชาตินิยมดนตรี ขบวนการสร้างดนตรีศิลป์จากรากพื้นบ้านประจำชาติทั่วยุโรป
- เวอร์ชูโอโซ (virtuoso) นักดนตรีฝีมือเหนือมนุษย์ผู้เป็นดาราแบบฉบับของยุค
คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด
1. การที่ผู้ฟังต้อง "นั่งเงียบในความมืด" เพิ่งเกิดในยุคโรแมนติกบอกอะไร?
บอกว่าธรรมเนียมการฟังไม่ใช่ธรรมชาติแต่คือสิ่งประดิษฐ์ตามอุดมการณ์ยุค เมื่อดนตรีถูกยกเป็นประสบการณ์ศักดิ์สิทธิ์ของปัจเจก การฟังก็ถูกจัดพิธีให้เหมือนเข้าโบสถ์ ความเงียบคือความเคารพ ความมืดคือการตัดโลกภายนอก การรู้ประวัตินี้ช่วยให้เราไม่ตัดสินวัฒนธรรมการฟังแบบอื่น เช่น การฟังแบบมีส่วนร่วมของดนตรีไทยหรือแจ๊ส ว่าด้อยกว่า มันแค่คนละพิธีกรรมตามคนละปรัชญา
2. สงครามสายวากเนอร์-บราห์มส์แท้จริงถกเถียงเรื่องอะไร?
ผิวคือเรื่องดนตรีควรมีโปรแกรมหรือไม่ แก่นคือคำถามว่าความหมายของดนตรีอยู่ที่ไหน สายโปรแกรมเชื่อว่าดนตรีชี้ออกนอกตัวสู่เรื่องเล่าและโลก สายสัมบูรณ์เชื่อว่าดนตรีคือโลกที่สมบูรณ์ในตัว ความจริงที่ประวัติศาสตร์เฉลยคือทั้งคู่ถูก ดนตรีทำได้ทั้งสองอย่าง และผลงานยอดของทั้งสองค่ายก็พิสูจน์ทางของตนได้เต็มภาคภูมิ ข้อถกเถียงจึงมีค่าที่มันบังคับให้แต่ละฝ่ายขุดศักยภาพทางของตนถึงก้นบึ้ง
3. ชาตินิยมดนตรีให้บทเรียนอะไรแก่วัฒนธรรมดนตรีไทย?
มันคือกระจกเทียบที่ดี ขบวนการยุโรปพิสูจน์ว่าการยกเพลงพื้นบ้านเข้าดนตรีศิลป์สร้างทั้งศักดิ์ศรีชาติและผลงานระดับโลกได้ เงื่อนไขสำเร็จคือนักประพันธ์ต้องแตกฉานทั้งรากพื้นบ้านและเครื่องมือสากลจริง ไม่ใช่แปะลายผิวเผิน และต้องระวังเส้นบางระหว่างความภูมิใจกับการเมืองกดทับ ดนตรีไทยร่วมสมัยที่กำลังเดินเส้นทางเดียวกันมีทั้งแบบอย่างและคำเตือนครบในบทนี้
4. เหตุใดภาษาโรแมนติกจึงกลายเป็นภาษาเพลงหนังทั้งโลก?
เพราะมันคือระบบที่ถูกขัดเกลามาเพื่องานเดียวกัน การชักนำอารมณ์มหาชนด้วยเสียงอย่างแม่นยำ คลังเทคนิคของมัน สีสันวงบอกฉาก ทำนองจำง่ายผูกตัวละคร (ที่วากเนอร์พัฒนาเป็นระบบไลต์โมทีฟ) การไต่ความตึงสู่จุดระเบิด คือเครื่องมือสำเร็จรูปที่ฮอลลีวูดยุคแรก (ซึ่งเต็มไปด้วยนักดนตรีอพยพยุโรป) หยิบใช้ทั้งชุด เพลงหนังจึงคือยุคโรแมนติกที่อพยพข้ามมหาสมุทรแล้วมีชีวิตอมตะในโรงภาพยนตร์
5. ควรเริ่มฟังโรแมนติกจากอะไร?
เริ่มจากซิมโฟนีแฟนตาสติกของแบร์ลิออซพร้อมอ่านโปรแกรมเพื่อสนุกกับดนตรีเล่าเรื่องเต็มรูป ตามด้วยวัลตาวาของสเมตานาที่วาดแม่น้ำตั้งแต่ต้นธารถึงมหานคร แล้วสัมผัสสายชาตินิยมด้วยฟินลันเดียของซิเบลิอุส ปิดด้วยท่อนอาดาจิเอตโตของมาห์เลอร์เพื่อรสอารมณ์ลึกสุดของปลายยุค และระหว่างทางลองเปิดเพลงหนังเรื่องโปรดฟังเทียบ จะพบว่าหูของเราคุ้นภาษาโรแมนติกมาทั้งชีวิตแล้วโดยไม่รู้ตัว
📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา


