มีศิลปะไม่กี่แขนงที่ทะเยอทะยานเท่าโอเปร่า มันประกาศจะรวมทุกอย่างไว้ในโรงเดียว ดนตรีออร์เคสตราเต็มวง การขับร้องที่สุดขีดความสามารถมนุษย์ ละคร กวีนิพนธ์ จิตรกรรมฉาก และการเต้น ทั้งหมดหลอมเป็นประสบการณ์เดียวที่วากเนอร์เรียกว่าศิลปะรวมเบ็ดเสร็จ สี่ศตวรรษที่ผ่านมาโอเปร่าคือทั้งความบันเทิงราคาแพงที่สุด สนามการเมืองวัฒนธรรม โรงงานเพลงอมตะ และเป้าล้อเลียนว่าคืออาณาจักรคนอ้วนร้องเสียงสูง บทความนี้จะเล่าประวัติศาสตร์มหรสพรวมศิลป์นี้ตั้งแต่กำเนิดถึงปัจจุบัน พร้อมภารกิจลับคือชวนผู้ที่คิดว่าโอเปร่าไม่ใช่ของตนให้ลองเปิดประตูสักครั้ง

กำเนิดและยุคทองแรก: จากฟลอเรนซ์สู่ราชสำนักทั้งยุโรป

ดังที่เล่าในเรื่องยุคบาโรก โอเปร่าเกิดราว ค.ศ. 1600 จากปัญญาชนฟลอเรนซ์ที่อยากฟื้นละครกรีก และมอนเตแวร์ดีคือผู้ปั้นให้เป็นศิลปะแท้ ศตวรรษที่ 17-18 มันระบาดทั่วยุโรปในรูป โอเปร่าเซเรีย ละครเทพปกรณัม-วีรบุรุษภาษาอิตาลีที่ครองทุกราชสำนัก ดาราของยุคคือ คาสตราโต นักร้องชายเสียงสูงพิเศษที่เสียงทรงพลังราวเทพ พวกเขาคือซูเปอร์สตาร์ค่าตัวมหาศาลที่มีอิทธิพลเหนือผู้ประพันธ์ โครงสร้างเพลงยุคนี้วนรอบ อารีอา เพลงเดี่ยวอวดเสียงสลับกับบทเล่าเรื่อง จนละครกลายเป็นข้ออ้างของคอนเสิร์ต ความเฟ้อนี้เรียกการปฏิรูปของ กลุค กลางศตวรรษที่ 18 ผู้ประกาศหลักว่าดนตรีต้องรับใช้ละคร ไม่ใช่รับใช้ลำคอนักร้อง หลักที่ โมสาร์ท พาสู่ยอดด้วยฟีกาโรและดอนโจวันนี ที่ตัวละครทุกตัวคือมนุษย์จริงที่ดนตรีวาดจิตใจได้ลึกกว่าคำพูด

ศตวรรษที่ 19: สงครามสองยักษ์

ยุคทองใหญ่ของโอเปร่าคือศตวรรษที่ 19 ที่สองมหาอำนาจนิยามมันคนละทาง ฝั่งอิตาลี หลังยุคเบลกันโตอันหวานพลิ้วของรอสซินี เบลลินี โดนิเซตติ ยักษ์ตัวจริงก็ปรากฏ จูเซปเป แวร์ดี (1813-1901) ชาวนาลูกเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้กลายเป็นเสียงของอิตาลีทั้งชาติ โอเปร่าของเขาคือละครมนุษย์เข้มข้น ทำนองที่ประชาชนร้องตามได้ทั้งเมือง และการเมืองที่ซ่อนไม่มิด เพลงประสานเชลยชาวฮีบรูจากนาบุคโคกลายเป็นเพลงชาติไม่เป็นทางการของขบวนการรวมอิตาลี ผลงานอมตะของเขาไล่จากริโกเลตโต ลาทราเวียตา อาอีดา ถึงโอเทลโลบั้นปลาย เมื่อเขาตาย คนอิตาลีสองแสนยืนเรียงถนนร้องเพลงเชลยส่งศพ ฝั่งเยอรมัน ริชาร์ด วากเนอร์ (1813-1883) ปีเกิดเดียวกับแวร์ดีแต่คนละจักรวาล เขาไม่เรียกงานตนว่าโอเปร่าแต่คือ ละครดนตรี ศิลปะรวมเบ็ดเสร็จที่เขาเขียนเองทั้งบท ดนตรี และทฤษฎี ระบบ ไลต์โมทีฟ ธีมประจำตัวละคร-สิ่งของ-ความคิด ถักทั้งเรื่องเป็นผืนเดียวไร้รอยต่ออารีอา มหากาพย์แหวนนีเบลุงเกนสี่ภาคสิบห้าชั่วโมงคือความทะเยอทะยานสูงสุดที่ศิลปะตะวันตกเคยมี ถึงขั้นสร้างโรงแสดงของตนเองที่ไบรอยต์ อิทธิพลวากเนอร์ท่วมทุกศาสตร์ จากฮาร์โมนีที่เปิดทางดนตรีสมัยใหม่ ถึงเทคนิคไลต์โมทีฟที่กลายเป็นไวยากรณ์เพลงหนังฮอลลีวูดทั้งอุตสาหกรรม เงามืดของเขาก็ใหญ่เท่ากัน ความคิดต่อต้านยิวในงานเขียนและการถูกนาซียกย่องภายหลัง คือบทเรียนถาวรเรื่องอัจฉริยะกับความรับผิดชอบ

เวริสโมและปุชชีนี: น้ำตาของคนธรรมดา

ปลายศตวรรษ อิตาลีเกิดกระแส เวริสโม (verismo) ความสมจริงที่เอาชีวิตคนชั้นล่างขึ้นเวที ความรัก ความหึง และมีดในตรอกแทนเทพและกษัตริย์ ยอดของสายนี้และของโอเปร่ายุคท้ายคือ จาโกโม ปุชชีนี (1858-1924) ผู้เชี่ยวชาญการทำให้ทั้งโรงร้องไห้ ลาโบแอมว่าด้วยศิลปินไส้แห้งกับความรักที่จบด้วยวัณโรค ทอสกาว่าด้วยการเมืองและการทรยศ และ มาดามบัตเตอร์ฟลาย โศกนาฏกรรมเกอิชาผู้รอสามีอเมริกันที่ไม่กลับมา งานสุดท้ายตูรันดอตที่ค้างไว้เมื่อเขาสิ้น มีอารีอาเนสซุนดอร์มาที่กลายเป็นเพลงคลาสสิกที่คนทั้งโลกรู้จักที่สุดบทหนึ่ง ปุชชีนีคือสะพานสู่ยุคภาพยนตร์โดยแท้ เทคนิคการปั้นอารมณ์ต่อวินาทีของเขาคือสิ่งที่ฮอลลีวูดรับไปทั้งชุด

โอเปร่าในศตวรรษที่ 21: แก่แต่ไม่ตาย

หลังปุชชีนี โอเปร่าแตกทางทั้งสายทดลองสมัยใหม่และการเป็นพิพิธภัณฑ์ผลงานเก่า คำถามว่าโอเปร่าตายแล้วหรือถูกถามทุกทศวรรษ และคำตอบของข้อมูลคือยัง โรงใหญ่ทั่วโลกยังแสดงปีละหลายพันรอบ การถ่ายทอดสดสู่โรงภาพยนตร์และสตรีมมิงขยายผู้ชมมหาศาล นักร้องอย่างปาวารอตติเคยพาอารีอาขึ้นชาร์ตเพลงป็อปและสนามฟุตบอลโลก โปรดักชันร่วมสมัยตีความเรื่องเก่าด้วยฉากสมัยใหม่จนเป็นสนามถกเถียงคึกคัก งานใหม่ยังถูกเขียนต่อเนื่องรวมถึงโอเปร่าภาษาเอเชียที่เพิ่มขึ้น และเอเชียเองก็กลายเป็นตลาดโตเร็วที่สุดทั้งผู้ชมและนักร้องระดับโลก โอเปร่าจึงยังทำหน้าที่เดิมของมัน เป็นห้องทดลองขีดสุดของเสียงมนุษย์กับละคร แม้เสื้อผ้าจะเปลี่ยนไปทุกยุคก็ตาม

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • อารีอา เพลงเดี่ยวแสดงอารมณ์และฝีมือของตัวละคร หน่วยเพชรของโอเปร่า
  • คาสตราโต นักร้องชายเสียงสูงพิเศษ ซูเปอร์สตาร์ของโอเปร่ายุคบาโรก
  • เบลกันโต สายการร้องอิตาลีเน้นความงามพลิ้วของเส้นเสียง ยุครอสซินี-เบลลินี
  • ละครดนตรี / ศิลปะรวมเบ็ดเสร็จ แนวคิดวากเนอร์ที่หลอมทุกศิลปะเป็นงานเดียว
  • ไลต์โมทีฟ ธีมประจำตัวละคร-ความคิดที่ถักทั้งเรื่อง มรดกวากเนอร์สู่เพลงหนังทั้งโลก
  • เวริสโม กระแสความสมจริงที่เอาชีวิตสามัญชนขึ้นเวทีโอเปร่าปลายศตวรรษที่ 19

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. เหตุใดมนุษย์จึงยอมรับขนบประหลาดที่ตัวละคร "ร้อง" ทุกคำแทนการพูด?
เพราะโอเปร่าไม่ได้เลียนความจริงภายนอกแต่ฉายความจริงภายใน คนจริงไม่ร้องเพลงตอนอกหัก แต่ข้างในใจนั้นเสียงมันดังระดับอารีอาจริง ๆ การร้องคือการขยายมิติอารมณ์ให้ตรงกับขนาดที่รู้สึก ขนบเดียวกับที่โขนใช้ท่ารำแทนกิริยา เมื่อผู้ชมยอมรับกติกา ศิลปะก็เข้าถึงชั้นที่ความสมจริงผิวเผินไปไม่ถึง

2. แวร์ดีกับวากเนอร์ต่างกันที่แก่นอย่างไร และใครชนะ?
แวร์ดีเชื่อในทำนองและมนุษย์ ดนตรีรับใช้หัวใจตัวละครและร้องตามได้ วากเนอร์เชื่อในระบบและความคิด ดนตรีคือเนื้อเยื่อความหมายต่อเนื่องที่ห่อผู้ชมทั้งเรื่อง ประวัติศาสตร์ตัดสินว่าเสมอกันคนละสนาม โรงโอเปร่าแสดงแวร์ดีมากกว่า แต่ดีเอ็นเอวากเนอร์ครองเพลงประกอบสื่อสมัยใหม่ทั้งหมด ผู้ชมยุคนี้จึงเสพทั้งคู่ทุกสัปดาห์โดยไม่รู้ตัว คนหนึ่งในโรง อีกคนในโรงหนัง

3. กรณีวากเนอร์สอนอะไรเรื่องการแยกงานจากผู้สร้าง?
มันคือกรณีทดสอบขั้นสุด งานของเขายิ่งใหญ่ปฏิเสธไม่ได้ ความคิดบางส่วนของเขาน่ารังเกียจปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ทางที่โลกดนตรีส่วนใหญ่เลือกคือแสดงงานพร้อมพูดความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับผู้สร้าง ให้ผู้ชมเผชิญความซับซ้อนเอง แทนการลบหรือการฟอก ท่าทีนี้เชื่อว่าวุฒิภาวะทางวัฒนธรรมคือความสามารถถือความจริงขัดแย้งไว้พร้อมกัน บทเรียนที่เลยพรมแดนดนตรีไปไกล

4. อะไรทำให้ปุชชีนีคือสะพานสู่ยุคภาพยนตร์?
จังหวะการเล่าแบบภาพยนตร์ก่อนภาพยนตร์จะทำได้ ฉากของเขาสั้นกระชับ อารมณ์ถูกปั้นต่อวินาทีด้วยวงออร์เคสตราที่ทำหน้าที่เหมือนกล้องซูมเข้าใบหน้า ธีมจำง่ายผูกตัวละครแบบไลต์โมทีฟฉบับประชาชน และเรื่องของเขาคือเมโลดราม่าสากล รักเสียสละ ความตาย น้ำตา ฮอลลีวูดยุคก่อตั้งที่เต็มไปด้วยผู้กำกับ-นักดนตรีที่โตมากับโรงโอเปร่าจึงหยิบสูตรปุชชีนีไปทั้งกระบิ ผู้ดูหนังรักเศร้าทุกเรื่องวันนี้คือผู้ชมปุชชีนีทางอ้อม

5. ผู้ไม่เคยดูโอเปร่าควรเริ่มอย่างไรไม่ให้หลับ?
กติกาสามข้อ หนึ่ง เริ่มจากไฮไลต์ไม่ใช่ทั้งเรื่อง ฟังเนสซุนดอร์มา อารีอาราชินีราตรี เพลงเชลยฮีบรู ให้หูติดก่อน สอง เรื่องแรกให้เลือกปุชชีนี ลาโบแอมหรือทอสกา สั้น กระชับ เศร้าแบบหนังรัก และดูฉบับมีซับไตเติล ความเข้าใจเรื่องคือครึ่งหนึ่งของอรรถรส สาม ถ้าเป็นไปได้ดูถ่ายทอดในโรงภาพยนตร์หรือสตรีมคุณภาพสูงที่เห็นสีหน้านักแสดงใกล้ ๆ เมื่อถึงวินาทีที่เสียงมนุษย์ไร้ไมโครโฟนพุ่งข้ามวงร้อยชิ้นมากอดคนดูทั้งโรง คำถามว่าโอเปร่ายังจำเป็นไหมจะตอบตัวเองทันที


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา