ในสารบบเครื่องดนตรีไทย ฆ้องวงใหญ่ได้รับเกียรติเป็น "หัวใจของวงปี่พาทย์" ผู้ถือทำนองหลักอันเป็นแม่บทของเพลง ทว่าตระกูลฆ้องราวของสยามไม่ได้มีเพียงใบเดียว ยังมีสมาชิกอีกอย่างน้อยสองสายที่มีบทบาทเฉพาะตัวและเรื่องราวน่าศึกษาไม่แพ้กัน ได้แก่ ฆ้องวงเล็ก น้องคนเล็กผู้ปราดเปรียวของวงปี่พาทย์ไทย และ ฆ้องมอญวง ประติมากรรมโค้งตั้งอันตระการตาแห่งวัฒนธรรมรามัญ บทความนี้ชวนพิจารณาทั้งสองในมุมประวัติศาสตร์ โครงสร้าง เทคนิค และความหมายทางวัฒนธรรม

ฆ้องราว: เทคโนโลยีเสียงแห่งอุษาคเนย์

ก่อนเจาะแต่ละชนิด ควรเข้าใจภาพรวมก่อนว่า "ฆ้องราวเรียงเสียง" (gong chime) คือเทคโนโลยีดนตรีร่วมของภูมิภาคอุษาคเนย์ทั้งหมด ตั้งแต่กาเมลันของชวา กูลินตังของฟิลิปปินส์ตอนใต้ ไปจนถึงฆ้องวงของไทย ลาว เขมร และมอญ หลักการคือนำฆ้องขนาดลดหลั่นมาเรียงเป็นชุดให้ตีไล่ทำนองได้ นักดุริยางควิทยาถือว่าตระกูลฆ้องราวคือเอกลักษณ์ที่ทำให้ดนตรีอุษาคเนย์แตกต่างจากอินเดียและจีนอย่างชัดเจนที่สุด ภูมิภาคนี้จึงถูกขนานนามว่า "วัฒนธรรมฆ้อง" (gong culture) ฆ้องวงไทยและฆ้องมอญคือกิ่งก้านสองกิ่งบนต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกันนี้

ฆ้องวงเล็ก: ผู้สานลายแพรวพราว

ฆ้องวงเล็กถือกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคที่วงปี่พาทย์ขยายตัวครั้งใหญ่ เมื่อมีการสร้างระนาดทุ้มขึ้นคู่กับระนาดเอก ก็มีการสร้างฆ้องวงเล็กขึ้นคู่กับฆ้องวงใหญ่ด้วยหลักคิดเดียวกัน คือเพิ่มเครื่อง "ผู้แปร" ให้ครบทั้งตระกูล เกิดเป็น วงปี่พาทย์เครื่องคู่ ที่สมบูรณ์

โครงสร้างฆ้องวงเล็กเหมือนฆ้องวงใหญ่แทบทุกประการ คือลูกฆ้องทองเหลืองปุ่มนูน 18 ลูก (มากกว่าฆ้องวงใหญ่ที่มี 16 ลูก) ผูกเรียงบนร้านหวายโค้งเกือบเต็มวงกลมรอบตัวผู้ตี แต่ขนาดย่อมกว่าและระดับเสียงสูงกว่า ผู้ตีนั่งกลางวง ใช้ไม้ตีหัวหนังสองมือ

ความต่างที่แท้อยู่ที่ หน้าที่ทางดนตรี ฆ้องวงใหญ่ตีทำนองหลัก (ลูกฆ้อง) อันเรียบขรึมเป็นแม่บทของเพลง ส่วนฆ้องวงเล็กรับทำนองนั้นมา "แปร" เป็นลายละเอียดถี่ขึ้น สอดแทรกซอกซอนไประหว่างเสียงของเครื่องอื่น สำนวนช่างเพลงเรียกว่าตี "สับ" และ "ล้วง" คือแทรกเม็ดเสียงลงในช่องว่างจังหวะอย่างแพรวพราว หูผู้ฟังทั่วไปมักไม่แยกเสียงฆ้องวงเล็กออกมาโดดเด่น แต่จะรู้สึกว่าเนื้อดนตรีของวงเครื่องคู่ "แน่น" และ "ระยิบ" กว่าวงเครื่องห้าอย่างชัดเจน นั่นแหละคือผลงานของมัน

ในเชิงการศึกษา ฆ้องวงเล็กคือขั้นเรียนต่อยอดของนักฆ้อง ผู้เรียนต้องแม่นทำนองหลักจากฆ้องวงใหญ่ก่อน จึงจะเรียนวิธีแปรเป็นทางฆ้องวงเล็กได้ กระบวนการนี้ฝึกความเข้าใจโครงสร้างเพลงอย่างลึกซึ้ง เพราะการแปรที่ดีต้องรู้ว่าเสียงใดคือกระดูก เสียงใดคือเนื้อ เพิ่มได้ตรงไหน ห้ามแตะตรงไหน ครูดนตรีจึงถือว่าคนฆ้องวงเล็กที่เก่งคือว่าที่นักระนาดและนักประพันธ์ชั้นดีในอนาคต

ฆ้องมอญวง: ประติมากรรมแห่งเสียงรามัญ

ข้ามมาสายมอญ ฆ้องมอญวงคือเครื่องตีเอกลักษณ์ของ วงปี่พาทย์มอญ ที่ใครเห็นครั้งแรกย่อมไม่ลืม เพราะแทนที่ร้านฆ้องจะโค้งราบไปกับพื้นแบบไทย ร้านฆ้องมอญกลับ โค้งตั้งขึ้นในแนวดิ่ง เป็นรูปเกือกม้าสูงท่วมหัวผู้ตี ปลายทั้งสองข้างแกะสลักปิดทองประดับกระจกเป็นรูปกินรีหรือลวดลายเทพนมงามวิจิตร ลูกฆ้อง 15 ลูกไล่เรียงจากยอดโค้งลงมาสองข้าง ผู้ตีนั่งกลางส่วนเว้า เอื้อมตีซ้ายขวาและเหนือศีรษะ

รูปทรงตั้งนี้ไม่ใช่เพียงความสวยงาม นักวิชาการอธิบายว่ามันสัมพันธ์กับบริบทการใช้งานของดนตรีมอญที่เน้นงานพิธีใหญ่ ขบวน และการแสดงต่อสาธารณะ ร้านฆ้องตั้งสูงทำให้เครื่องดนตรีกลายเป็นประธานทางสายตาของงาน ประกาศศักดิ์ศรีของเจ้าภาพและความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีแต่ไกล ขณะเดียวกันตำแหน่งลูกฆ้องแนวดิ่งก็สร้างท่วงท่าการตีที่เป็นนาฏกรรมในตัว มือของนักฆ้องมอญที่พลิ้วขึ้นลงตามแนวโค้งคือภาพที่งดงามจนถูกจับไปเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมมอญในงานศิลปะมากมาย

ชาวมอญ (รามัญ) คือชนชาติเก่าแก่ที่มีอารยธรรมดนตรีสูงส่งมาก่อนสยามรับวัฒนธรรมหลายด้านจากพวกเขา ชุมชนมอญอพยพในลุ่มเจ้าพระยานำวงปี่พาทย์ของตนมาด้วย และด้วยความไพเราะแปลกหู วงมอญจึงได้รับความนิยมในสยามอย่างสูง โดยเฉพาะหลังกลายเป็นวงประจำ งานอวมงคล ตามความนิยมที่ก่อตัวแข็งแรงในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เสียงฆ้องมอญที่ลึกกังวานกอปรกับปี่มอญที่โหยหวนกลายเป็นเสียงประจำงานศพไทยภาคกลางจนถึงปัจจุบัน จนคนไทยจำนวนมากเข้าใจผิดว่าดนตรีมอญมีไว้เฉพาะงานเศร้า ทั้งที่ในวัฒนธรรมมอญเอง ปี่พาทย์มอญบรรเลงได้ทั้งงานมงคลและรื่นเริงมาแต่เดิม

เปรียบเทียบสองสาย: เทคนิคและสำเนียง

แม้ร่วมตระกูล ฆ้องวงไทยกับฆ้องมอญมีรายละเอียดต่างกันน่าสนใจ ลูกฆ้องมอญนิยมหล่อให้ผิวเสียงกว้างกังวานนานกว่า ระบบเสียงของเพลงมอญมีสำเนียงเฉพาะที่เน้นกลุ่มเสียงต่างจากทางไทย ทำให้ทำนองมีกลิ่น "มอญ" ที่หูไทยแยกออกทันที เทคนิคการตีฆ้องมอญต้องรับมือกับแนวดิ่ง ผู้ตีใช้การทิ้งน้ำหนักแขนต่างจากการตีแนวราบ และมีลูกเล่นเฉพาะเช่นการกวาดเสียงไล่ขึ้นลงตามแนวโค้งที่ให้ผลทางเสียงเหมือนคลื่นถาโถม ซึ่งนักฆ้องไทยที่ข้ามไปเรียนมอญต้องปรับตัวกันทุกคน

ในวงปี่พาทย์มอญปัจจุบันซึ่งบรรเลงโดยนักดนตรีไทยเป็นส่วนใหญ่ ฆ้องมอญทำหน้าที่ถือทำนองหลักเทียบเท่าฆ้องวงใหญ่ของวงไทย และมีการสร้างฆ้องมอญวงเล็กเพิ่มเป็นเครื่องคู่ตามแบบแผนไทยด้วย นับเป็นการผสานสองสายวิวัฒนาการเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนธรรมชาติของดนตรีลุ่มเจ้าพระยาที่ไทย มอญ เขมร ลาว จีน หยิบยืมและหลอมรวมกันจนแยกเส้นแบ่งได้ยากมาช้านาน

คุณค่าและการสืบสาน

ทั้งฆ้องวงเล็กและฆ้องมอญวงเผชิญโจทย์ร่วมสมัยคล้ายกัน คือเป็นเครื่องที่ผู้เรียนน้อยกว่าเครื่องดาวเด่นอย่างระนาดเอก งานช่างหล่อลูกฆ้องและแกะร้านฆ้องมอญเป็นทักษะเฉพาะที่ช่างรุ่นใหม่มีจำกัด ขณะที่ราคาเครื่องสูงจากทั้งวัสดุทองเหลืองและงานประณีตศิลป์ อย่างไรก็ดี สถาบันการศึกษาดนตรีไทยยังคงผลิตนักฆ้องต่อเนื่อง การประกวดปี่พาทย์มอญยังคึกคักในหลายจังหวัดที่มีชุมชนเชื้อสายมอญ เช่น ปทุมธานี นนทบุรี ราชบุรี และงานวิจัยเชิงอนุรักษ์ทั้งฝั่งไทยและฝั่งชุมชนมอญก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

บทสรุป

ฆ้องวงเล็กและฆ้องมอญวงคือประจักษ์พยานว่าตระกูลฆ้องราวของอุษาคเนย์แตกแขนงได้หลากหลายเพียงใดภายใต้หลักการเดียวกัน สายหนึ่งวิวัฒน์เพื่อความซับซ้อนทางดนตรีล้วน ๆ อีกสายวิวัฒน์ควบคู่ความหมายทางพิธีกรรมและทัศนศิลป์ ทั้งสองเตือนเราว่าประวัติศาสตร์ดนตรีไม่ใช่เรื่องของเครื่องดังเพียงไม่กี่ชิ้น หากคือระบบนิเวศที่ทุกเครื่องมีที่ทางและเรื่องเล่าของตน การหันมาฟังเสียงของ "ตัวรอง" อย่างตั้งใจสักครั้ง จึงมักเปิดประตูความเข้าใจดนตรีไทยทั้งระบบได้ลึกกว่าที่คาดเสมอ

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • Gong chime (ฆ้องราวเรียงเสียง) ชุดฆ้องขนาดลดหลั่นเรียงให้ตีไล่ทำนองได้ เทคโนโลยีร่วมของอุษาคเนย์
  • ลูกฆ้อง ฆ้องทองเหลืองปุ่มนูนแต่ละใบในวง และยังหมายถึงทำนองหลักที่ฆ้องวงใหญ่บรรเลง
  • การสับ-การล้วง กลวิธีของฆ้องวงเล็กในการแทรกเม็ดเสียงถี่ลงช่องว่างจังหวะของทำนองหลัก
  • ปี่พาทย์เครื่องคู่ วงปี่พาทย์ที่เครื่องดำเนินทำนองครบคู่สูง-ต่ำ เกิดสมัยรัชกาลที่ 3
  • รามัญ ชื่อเรียกชนชาติมอญอย่างเป็นทางการในเอกสารไทยโบราณ
  • เปิงมางคอก ชุดกลองมอญเจ็ดลูกแขวนรอบคอก คู่หูของฆ้องมอญวงในวงปี่พาทย์มอญ

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. เหตุใดอุษาคเนย์จึงถูกเรียกว่า "วัฒนธรรมฆ้อง"?
เพราะการหล่อโลหะผสมทำฆ้องและการเรียงฆ้องเป็นชุดไล่เสียงคือนวัตกรรมเฉพาะถิ่นที่พบทั่วภูมิภาคแต่ไม่เป็นแกนหลักในดนตรีอินเดียหรือจีน โบราณคดีพบกลองมโหระทึกสำริดอายุกว่าสองพันปีทั่วภูมิภาค บ่งชี้รากการหล่อโลหะเสียงที่ลึกมาก ฆ้องราวทุกแบบตั้งแต่กาเมลันถึงฆ้องวงไทยคือทายาทของสายธารนี้

2. ฆ้องวงเล็กเกิดมาแก้ปัญหาอะไร?
แก้ "ช่องว่างความถี่และความหนาแน่น" ของวงเครื่องห้า ที่เครื่องแปรมีเพียงระนาดเอกตัวเดียว การเพิ่มคู่แปรเสียงสูงในตระกูลฆ้องทำให้ลายเพลงถักแน่นขึ้นโดยไม่ทับทางใคร หลักการนี้เองที่ทำให้วงเครื่องคู่ฟัง "แน่นระยิบ" ต่างจากเครื่องห้าที่โปร่งสง่า

3. รูปทรงตั้งของฆ้องมอญให้ประโยชน์อะไรนอกจากความงาม?
อย่างน้อยสามข้อ หนึ่ง เป็นประธานทางสายตาที่ประกาศพิธีแต่ไกลตามบริบทงานใหญ่ของวัฒนธรรมมอญ สอง สร้างท่วงท่าการตีแนวดิ่งที่เป็นนาฏกรรมเสริมการแสดง และสาม โครงตั้งเปิดให้ลูกฆ้องห้อยอิสระเต็มที่ เสียงจึงกังวานยาวเป็นพิเศษ ทั้งสามข้อผูกกันเป็นเหตุผลเชิงหน้าที่ ไม่ใช่การประดับลอย ๆ

4. เหตุใดปี่พาทย์มอญจึงกลายเป็นดนตรีงานศพของไทย ทั้งที่เดิมใช้ได้ทุกงาน?
เป็นผลของประวัติศาสตร์การรับวัฒนธรรมช่วงรัตนโกสินทร์ ที่ราชสำนักและสังคมไทยประทับใจความขรึมลึกของสำเนียงมอญแล้วบรรจุเข้าธรรมเนียมงานอวมงคลของตน เมื่อใช้ซ้ำหลายชั่วอายุคน ความหมาย "มอญ = อาลัย" ก็ฝังในการรับรู้ของคนไทย กรณีนี้คือตัวอย่างคลาสสิกของการที่ความหมายดนตรีเกิดจากบริบทการใช้ ไม่ใช่จากตัวเสียงล้วน ๆ

5. หากอยากฟังความต่างของฆ้องวงเล็กกับฆ้องวงใหญ่ให้ออก ควรเริ่มอย่างไร?
เลือกบันทึกเสียงวงเครื่องคู่หรือเครื่องใหญ่ที่คุณภาพดี ฟังเพลงเดียวกันสองรอบ รอบแรกจับเสียงต่ำกังวานห่าง ๆ ที่เดินสม่ำเสมอ นั่นคือฆ้องวงใหญ่ รอบสองจับเม็ดเสียงสูงถี่ที่วิ่งซอกแซกระหว่างจังหวะ นั่นคือฆ้องวงเล็ก เมื่อแยกได้แล้วลองฟังพร้อมกันจะเห็นสถาปัตยกรรมสองชั้นของตระกูลฆ้องอย่างชัดเจน


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา