คำที่นักดนตรีไทยใช้บ่อยที่สุดและคนนอกเข้าใจยากที่สุดคือคำว่า "ทาง" ประโยคอย่าง "ระนาดทางนี้แน่นดี" "เพลงนี้ทางครูหลวงประดิษฐฯ" และ "วงนี้บรรเลงทางเพียงออ" ใช้คำเดียวกันในความหมายต่างกันสามแบบ ความกำกวมนี้ไม่ใช่ความสะเพร่าทางภาษา แต่สะท้อนแนวคิดทางทฤษฎีที่ลึกและเป็นระบบที่สุดชุดหนึ่งของดนตรีไทย บทความนี้จะแยกชั้นความหมายของทาง แล้วเจาะลึกความหมายเชิงระบบเสียงซึ่งเป็นหัวใจทฤษฎีที่ผู้เรียนดนตรีไทยทุกคนต้องเข้าใจ นั่นคือระบบทางทั้งเจ็ดและศิลปะการย้ายกลุ่มเสียง

สามความหมายของทาง

ความหมายแรก ทางเครื่อง คือสำนวนการบรรเลงเฉพาะของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ทำนองหลักเดียวกันเมื่อบรรเลงด้วยระนาดเอกจะแตกเป็นเก็บถี่ ฆ้องวงใหญ่ตีห่างเป็นแม่บท ซอเดินเสียงโหนหวาน แต่ละแบบคือทางของเครื่องนั้น ความหมายที่สอง ทางครู/ทางสำนัก คือสำนวนการแปรทำนองเฉพาะบุคคลหรือสำนัก เพลงเดียวกันทางบ้านบาตรกับทางพาทยโกศลต่างกันในรายละเอียดที่ผู้ชำนาญฟังออก ทางในสองความหมายนี้คือมิติ "สไตล์" ที่กล่าวถึงในบทความอื่นแล้ว ส่วนความหมายที่สามซึ่งเป็นแกนของบทความนี้คือ ทางในฐานะระดับเสียง หรือที่ทฤษฎีสมัยใหม่เรียกว่ากลุ่มเสียงและระดับบันไดเสียงของการบรรเลง

ระบบเจ็ดเสียงกับกลุ่มเสียงห้าเสียง: สองชั้นที่ทำงานร่วมกัน

พื้นฐานที่ต้องตั้งหลักคือ ดนตรีไทยมีวัตถุดิบ เจ็ดเสียงระยะห่างเท่ากัน ในหนึ่งช่วงทบเสียง แต่เพลงไทยส่วนใหญ่ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ใช้เสียงหลักเพียง ห้าเสียง จากเจ็ด (โครงเพนทาโทนิก) โดยอีกสองเสียงทำหน้าที่เสียงผ่านหรือเสียงสีสัน การเลือกว่าห้าเสียงหลักเริ่มจากเสียงใดในเจ็ดเสียง คือสิ่งที่กำหนด "ทาง" ของเพลง เทียบหลักการ (อย่างหลวม) ได้กับการเลือกคีย์ในดนตรีสากล เมื่อเริ่มกลุ่มเสียงจากตำแหน่งต่างกัน เพลงทั้งเพลงจะสูงต่ำต่างกันทั้งแผง

ระบบไทยตั้งชื่อทางหลักไว้เจ็ดทางตามธรรมเนียม โดยผูกกับเครื่องดนตรีหรือบริบทที่ใช้ระดับนั้นเป็นหลัก ที่สำคัญและถูกอ้างอิงเสมอได้แก่ ทางเพียงออ ระดับมาตรฐานของวงเครื่องสายและมโหรีที่อิงเสียงขลุ่ยเพียงออ ทางใน ระดับของวงปี่พาทย์ไม้แข็งที่อิงปี่ใน ทางนอก ระดับสูงอิงปี่นอก และทางอื่น ๆ เช่น ทางกลาง ทางเพียงออล่าง ทางชวา ที่ไล่ระดับกันไปครบเจ็ดตำแหน่ง การที่วงแต่ละประเภทประจำอยู่คนละทางอธิบายปรากฏการณ์ที่ผู้ฟังสังเกตได้ เพลงเดียวกันฟังจากวงปี่พาทย์แล้ว "สูงจ้า" กว่าฟังจากวงเครื่องสาย เพราะทั้งวงยกระดับตามเครื่องเป่าประจำวงของตน

การย้ายทางและการเปลี่ยนกลุ่มเสียง: อัญมณีของการประพันธ์ไทย

ศิลปะขั้นสูงที่ระบบนี้เปิดทางคือ การย้ายกลุ่มเสียงกลางเพลง นักทฤษฎีดนตรีไทยสมัยใหม่เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการเปลี่ยนกลุ่มเสียง (บ้างใช้คำยืมสากลว่า metabole) คือการที่ทำนองเคลื่อนจากกลุ่มห้าเสียงชุดหนึ่งไปอีกชุดอย่างมีศิลปะ ผลทางหูคือความรู้สึก "เปิดโลกใหม่" กลางเพลง สีสันสว่างขึ้นหรือขรึมลงทั้งแผงโดยผู้ฟังทั่วไปอธิบายไม่ถูกแต่รู้สึกได้ชัด เทคนิคนี้คือหัวใจของเพลงสำเนียงภาษา เพลงมอญ เขมร ลาว จีน ล้วนมีกลุ่มเสียงประจำสำเนียง การแต่งเพลงออกภาษาคือการเดินทางข้ามกลุ่มเสียงอย่างจงใจ และคือเครื่องมือหลักของนักประพันธ์ยุคทองในการสร้างเพลงเถาที่มีมิติ เพลงชั้นครูหลายเพลงซ่อนการย้ายทางอันแยบยลไว้เป็นลายเซ็น ผู้วิเคราะห์เพลงไทยจึงต้องไล่แผนที่กลุ่มเสียงของเพลงเป็นทักษะพื้นฐาน เหมือนนักทฤษฎีตะวันตกไล่การเปลี่ยนคีย์

ที่ลึกไปอีกชั้นคือความสัมพันธ์ระหว่างทางกับ ลูกตก เสียงจบวรรคจบท่อนอันเป็นหมุดโครงสร้าง เพลงในทางหนึ่งจะมีชุดลูกตกประจำที่สร้างความรู้สึกจบสมบูรณ์ การย้ายทางที่เนียนต้องวางแผนลูกตกให้พาหูผู้ฟังข้ามไปโดยไม่สะดุด นี่คือคณิตศาสตร์ของความไพเราะที่ครูเพลงคำนวณด้วยสัญชาตญาณที่ฝึกมาทั้งชีวิต

ทางกับชีวิตจริงของนักดนตรี

ระบบทางไม่ใช่ทฤษฎีบนหิ้ง แต่คือทักษะปฏิบัติรายวัน นักดนตรีอาชีพต้อง ย้ายทางเป็น คือบรรเลงเพลงเดียวกันในระดับเสียงต่างกันได้ทันทีตามบริบท เมื่อนักร้องเสียงสูงมาถึง วงต้องยกทางให้พอดีเสียง เมื่อบรรเลงร่วมกับวงต่างประเภท ต้องหาทางกลางที่ทุกเครื่องไปถึง เครื่องตีอย่างระนาดฆ้องย้ายทางด้วยการเลื่อนตำแหน่งมือทั้งระบบ เครื่องเป่าต้องเปลี่ยนเลาหรือใช้นิ้วพิเศษ เครื่องสายเทียบสายใหม่ ทักษะนี้เทียบเท่าการเล่นได้ทุกคีย์ของนักดนตรีแจ๊ส และคือเส้นแบ่งระหว่างนักดนตรีที่เล่นเพลงเป็นกับนักดนตรีที่เข้าใจระบบ การฝึกโบราณจึงบังคับต่อเพลงสำคัญหลายทาง และการประชันก็นิยมทดสอบกันด้วยการส่งเพลงในทางที่คู่แข่งไม่คุ้น

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • ทาง (ระดับเสียง) ตำแหน่งกลุ่มเสียงหลักของการบรรเลงบนระบบเจ็ดเสียง มีเจ็ดทางตามธรรมเนียม
  • ทางเพียงออ / ทางใน / ทางนอก ทางมาตรฐานของวงเครื่องสาย-มโหรี วงปี่พาทย์ และระดับสูงอิงปี่นอก ตามลำดับ
  • กลุ่มเสียงห้าเสียง (เพนทาโทนิก) ชุดเสียงหลักห้าจากเจ็ดที่เพลงไทยใช้เป็นแกน ณ ขณะหนึ่ง
  • การเปลี่ยนกลุ่มเสียง (metabole) การย้ายชุดห้าเสียงกลางเพลง เทคนิคสร้างสีสันชั้นสูงของการประพันธ์ไทย
  • ลูกตก เสียงจบวรรค/ท่อนที่เป็นหมุดโครงสร้าง สัมพันธ์แนบแน่นกับทางของเพลง
  • การย้ายทาง ทักษะบรรเลงเพลงเดิมในระดับเสียงใหม่ตามบริบท เทียบการเปลี่ยนคีย์สากล

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. เหตุใดคำว่าทางจึงมีหลายความหมาย และมันเชื่อมกันอย่างไร?
ทุกความหมายร่วมแก่นเดียว คือ "เส้นทางเฉพาะที่เลือกเดินผ่านทำนองหลักร่วม" เครื่องแต่ละชนิดเลือกเส้นของตน (ทางเครื่อง) ครูแต่ละสายเลือกสำนวนของตน (ทางครู) และการบรรเลงแต่ละครั้งเลือกระดับกลุ่มเสียง (ทางระดับเสียง) ระบบคิดนี้สะท้อนปรัชญาดนตรีไทยทั้งหมด เพลงคือแผนที่กว้าง ส่วนการบรรเลงจริงคือการเลือกทางเดินผ่านแผนที่นั้นเสมอ

2. ระบบห้าเสียงบนเจ็ดเสียงของไทยต่างจากเพนทาโทนิกทั่วไปอย่างไร?
เพนทาโทนิกหลายวัฒนธรรมคือระบบปิดห้าเสียงล้วน แต่ของไทยคือห้าเสียงหลักที่ลอยบนพื้นเจ็ดเสียงเต็ม สองเสียงที่เหลือไม่ได้หายไปแต่รอทำหน้าที่ เป็นเสียงผ่าน เสียงสีสัน และที่สำคัญคือเป็นประตูสู่การย้ายกลุ่มเสียง ระบบเปิดเช่นนี้ให้ทั้งความเรียบง่ายของเพนทาโทนิกและความคล่องตัวของระบบเจ็ดเสียงพร้อมกัน นับเป็นการออกแบบที่ประหยัดและทรงพลัง

3. การเปลี่ยนกลุ่มเสียงของไทยเทียบกับการเปลี่ยนคีย์ (modulation) ของตะวันตกได้แค่ไหน?
หลักการใหญ่คล้ายกัน คือย้ายศูนย์กลางเสียงเพื่อสีสันและโครงสร้าง แต่กลไกต่าง ตะวันตกย้ายบนระบบครึ่งเสียงสิบสองเสียงพร้อมระบบคอร์ดกำกับ ไทยย้ายชุดห้าเสียงบนพื้นเจ็ดเสียงเท่ากันโดยใช้ทำนองและลูกตกนำทาง ไม่มีคอร์ด ผลทางหูจึงต่างรส การเทียบนี้มีประโยชน์ในการเรียนรู้ข้ามระบบ แต่ต้องระวังไม่ยัดระบบหนึ่งลงกรอบอีกระบบ ซึ่งเป็นบาปที่งานวิชาการยุคแรกเคยทำ

4. เหตุใดการย้ายทางจึงเป็นทักษะบังคับของนักดนตรีอาชีพ?
เพราะบริบทงานจริงไม่เคยคงที่ เสียงนักร้องแต่ละคน เครื่องประจำวงแต่ละแบบ และการบรรเลงร่วมข้ามวง ล้วนบังคับระดับเสียงต่างกัน นักดนตรีที่เล่นได้ทางเดียวคือช่างที่มีเครื่องมือเบอร์เดียว ระบบการฝึกโบราณจึงถือการต่อเพลงหลายทางเป็นการสอนให้เห็น "โครงสร้าง" ของเพลงแทนการจำเสียงตายตัว ซึ่งคือเส้นแบ่งของความเข้าใจแท้ตามนิยามของครูทุกยุค

5. ผู้ฟังจะฝึกหูให้ได้ยินการย้ายทางได้อย่างไร?
เริ่มจากเพลงออกภาษาที่การย้ายชัดที่สุด ฟังรอยต่อระหว่างสำเนียง เช่น จากไทยเข้าจีน แล้วสังเกตความรู้สึก "โลกเปลี่ยนสี" ตรงรอยต่อนั้น นั่นคือเสียงของการเปลี่ยนกลุ่มเสียง จากนั้นลองฟังเพลงเถาชั้นครูช้า ๆ หาจุดที่สีสันเพลงสว่างหรือหม่นลงทั้งแผงโดยจังหวะไม่เปลี่ยน เมื่อจับความรู้สึกนี้ได้เป็น ผู้ฟังจะเข้าถึงชั้นความงามที่นักประพันธ์ไทยซ่อนไว้ให้เฉพาะหูที่ตั้งใจ และเพลงที่เคยฟังราบเรียบจะเผยสถาปัตยกรรมภายในที่งดงามเกินคาด


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา