กรุงศรีอยุธยายืนยงกว่าสี่ศตวรรษในฐานะราชธานีที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย แต่เสียงดนตรีของมันไม่เหลือรอดมาให้เราฟังแม้วินาทีเดียว ยุคนั้นไม่มีเครื่องบันทึกเสียง และไฟสงครามคราวเสียกรุงก็เผาผลาญเอกสารมหาศาล นักประวัติศาสตร์ดนตรีจึงต้องทำงานเหมือนนักสืบ ประกอบภาพเสียงที่หายไปจากหลักฐานแวดล้อมสามสาย เอกสารราชสำนัก วรรณคดี และบันทึกชาวต่างชาติ บทความนี้จะพาผู้อ่านร่วมกระบวนการสืบสวนนั้น เพื่อเห็นทั้งภาพดนตรีอยุธยาเท่าที่วิชาการยืนยันได้ และเห็นวิธีคิดของการศึกษาประวัติศาสตร์เสียงในโลกก่อนการบันทึก

หลักฐานสายที่หนึ่ง: กฎหมายและเอกสารราชสำนัก

เอกสารทรงคุณค่าที่สุดคือ กฎมณเฑียรบาล ในประชุมกฎหมายตราสามดวง ซึ่งแก่นเนื้อหาสืบถึงสมัยอยุธยาตอนต้น กฎหมายฉบับนี้เอ่ยถึงดนตรีหลายจุดอย่างเป็นทางการที่สุด ระบุ วงขับไม้ สำหรับพระราชพิธีสมโภชชั้นสูง ประกอบด้วยคนขับลำนำ ซอสามสาย และบัณเฑาะว์ ระบุการประโคมแตรสังข์กลองชนะประจำพระราชฐานะ และที่นักประวัติศาสตร์ชอบอ้างคือข้อห้ามอันมีชื่อ ห้ามร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน ข้อห้ามนี้คือหลักฐานชั้นเยี่ยมโดยไม่ตั้งใจ เพราะการที่กฎหมายต้องห้าม แปลว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้แพร่หลายในหมู่ผู้คนยุคนั้นจริง รายชื่อในข้อห้ามจึงกลายเป็นบัญชีเครื่องดนตรียอดนิยมของอยุธยาที่น่าเชื่อถือที่สุดชิ้นหนึ่ง นอกจากนี้ทำเนียบศักดินาข้าราชการฝ่ายต่าง ๆ ยังระบุตำแหน่งนักดนตรีหลวง พนักงานปี่พาทย์ และช่างเครื่องดนตรี ยืนยันว่าดนตรีคือระบบราชการเต็มรูปของราชธานี

หลักฐานสายที่สอง: วรรณคดีพรรณนา

วรรณคดีอยุธยาคือคลังภาพเสียงที่ละเอียดที่สุด กวีนิยมพรรณนากระบวนเสด็จและงานสมโภชพร้อมรายชื่อเครื่องดนตรีเป็นบัญชียาว ตัวบทสำคัญที่นักวิชาการใช้ ได้แก่ กาพย์ห่อโคลงและวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติหลายเรื่องที่เอ่ยวงแห่ วงประโคม และมโหรีขับกล่อม จุดสูงสุดคือ บุณโณวาทคำฉันท์ สมัยอยุธยาตอนปลาย ที่พรรณนางานสมโภชพระพุทธบาทอย่างเห็นภาพ ทั้งปี่พาทย์ ฆ้อง กลอง การมหรสพ โขนละคร และการละเล่นครบครัน ตัวบทเหล่านี้ให้ข้อมูลสามชั้น ชั้นแรกคือรายชื่อเครื่องและวงที่มีจริงในยุค ชั้นสองคือบริบทการใช้ งานพิธีใดใช้วงใด และชั้นสามที่ลึกที่สุดคือทัศนคติ กวีบรรยายเสียงใดว่าไพเราะ เสียงใดขลัง สะท้อนรสนิยมทางเสียงของคนอยุธยาเอง ข้อจำกัดคือวรรณคดีชอบความอลังการตามขนบ ตัวเลขและความยิ่งใหญ่อาจเกินจริง นักวิชาการจึงใช้วิธีอ่านไขว้หลายเรื่องหาจุดร่วมที่ปรากฏซ้ำ

หลักฐานสายที่สาม: หูของชาวต่างชาติ

สมัยสมเด็จพระนารายณ์ อยุธยาคือศูนย์การทูตนานาชาติ และแขกเหล่านั้นทิ้งบันทึกไว้ให้เราอย่างประเมินค่าไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือจดหมายเหตุของคณะทูตฝรั่งเศส โดยเฉพาะงานของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตปี ค.ศ. 1687 ผู้เขียนพรรณนาราชอาณาจักรสยามอย่างละเอียดรวมถึงบทว่าด้วยดนตรี ลาลูแบร์บรรยายเครื่องดนตรีสยามหลายชนิด การขับร้อง และที่เป็นสมบัติล้ำค่าคือเขาจดโน้ตเพลงสยามเพลงหนึ่งไว้ด้วยระบบโน้ตตะวันตก เพลงที่รู้จักกันในชื่อ "สายสมร" (Sout Chai) นับเป็นการบันทึกทำนองเพลงไทยเป็นลายลักษณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แม้นักวิชาการจะถกกันว่าหูฝรั่งเศสจับเสียงระบบไทยได้แม่นเพียงใด แต่โน้ตชิ้นนี้ก็คือหน้าต่างเดียวที่เรามีสู่ทำนองจริงของอยุธยา บันทึกต่างชาติยังให้มุมที่คนในไม่เขียน เช่น ความประหลาดใจต่อระบบเสียงที่ต่างจากยุโรป และภาพดนตรีในชีวิตประจำวันของสามัญชนที่วรรณคดีราชสำนักมองข้าม

ภาพรวมที่ประกอบได้: ดนตรีอยุธยาหน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อไขว้หลักฐานสามสาย ภาพที่วิชาการยืนยันได้มีดังนี้ อยุธยามีระบบดนตรีราชสำนักเต็มรูป วงประโคมพระราชพิธี วงขับไม้ชั้นสูง และ วงมโหรีขับกล่อม ที่วิวัฒน์จากเครื่องสี่ (คนขับ ซอสามสาย กระจับปี่ โทน) ขยายเครื่องขึ้นตามยุค วงปี่พาทย์เครื่องห้า ประจำการแสดงโขนละครหนังใหญ่และพิธีวัด เครื่องดนตรีหลักที่ยืนยันได้ครบทั้งตระกูล ดีด (กระจับปี่ จะเข้ พิณ) สี (ซอสามสาย ซอสองสาย) ตี (ระนาด ฆ้อง กลองครบชุด) เป่า (ปี่ ขลุ่ย แตร สังข์) และมีวัฒนธรรมเพลงราษฎร์คึกคักคู่ขนาน ทั้งเพลงเรือ เพลงเทพทอง ที่กฎหมายและบันทึกต่างชาติพาดพิง ที่สำคัญคือมีนักดนตรีอาชีพทั้งฝ่ายหลวงและฝ่ายราษฎร์ มีระบบครูและการสืบทอด ซึ่งเมื่อกรุงแตก บุคลากรเหล่านี้เองที่หนีรอดไปเป็นเมล็ดพันธุ์ให้ดนตรีฟื้นคืนที่ธนบุรีและรัตนโกสินทร์ เพลงไทยเดิมที่เราฟังวันนี้จำนวนมากจึงมีเชื้อสายตรงจากอยุธยา ผ่านความทรงจำของผู้รอดชีวิตเหล่านั้น

ข้อจำกัดและปริศนาที่ยังเปิดอยู่

ความซื่อตรงทางวิชาการบังคับให้ยอมรับว่าหลายคำถามใหญ่ยังไม่มีคำตอบ เสียงจริงของวงอยุธยาเป็นอย่างไรไม่มีวันรู้แน่ ระบบเสียงเจ็ดขั้นเท่ากันตกผลึกเมื่อใดยังถกเถียง เพลงที่อ้างว่าสืบจากอยุธยาผ่านมุขปาฐะย่อมแปรไปตามกาลเวลาเพียงใดวัดไม่ได้ และดนตรีของสามัญชนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ก็เหลือหลักฐานน้อยกว่าดนตรีหลวงมาก ปริศนาเหล่านี้คือพรมแดนการวิจัยที่ยังเปิด ทั้งการศึกษาเปรียบเทียบกับดนตรีเขมรและมอญที่ร่วมรากอยุธยา การวิเคราะห์โน้ตลาลูแบร์ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ และโบราณคดีดนตรีจากภาพจิตรกรรมและประติมากรรมที่ค้นพบเพิ่มขึ้น การศึกษาดนตรีอยุธยาจึงไม่ใช่วิชาปิดตำรา แต่คือสนามสืบสวนที่ยังมีชีวิต

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • กฎมณเฑียรบาล กฎหมายว่าด้วยราชสำนัก หลักฐานลายลักษณ์เก่าแก่ที่สุดที่ระบุวงดนตรีอยุธยา
  • วงขับไม้ วงขับกล่อมพระราชพิธีชั้นสูง คนขับลำนำ ซอสามสาย บัณเฑาะว์
  • บุณโณวาทคำฉันท์ วรรณคดีอยุธยาตอนปลายที่พรรณนางานสมโภชและมหรสพละเอียดที่สุด
  • ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสสมัยพระนารายณ์ ผู้บันทึกดนตรีสยามและโน้ตเพลงสายสมร
  • เพลงสายสมร ทำนองเพลงไทยเพลงแรกที่ถูกจดเป็นโน้ตลายลักษณ์ ในจดหมายเหตุลาลูแบร์
  • การอ่านไขว้หลักฐาน วิธีวิทยาประวัติศาสตร์ที่สอบทานข้อมูลจากแหล่งต่างชนิดเพื่อหาความจริงร่วม

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. เหตุใดข้อห้ามในกฎมณเฑียรบาลจึงเป็นหลักฐานดนตรีที่ดีเยี่ยม ทั้งที่มันคือคำสั่งห้าม?
เพราะกฎหมายห้ามเฉพาะสิ่งที่เกิดจริงและแพร่หลายจริง ไม่มีใครออกกฎห้ามสิ่งที่ไม่มีคนทำ รายชื่อเครื่องดนตรีในข้อห้ามจึงคือภาพสะท้อนวัฒนธรรมดนตรีที่มีชีวิตชีวานอกกำแพงวัง หลักการอ่านหลักฐาน "จากด้านกลับ" นี้ใช้ได้กับเอกสารทุกยุค ข้อห้ามคือกระจกของพฤติกรรมจริงเสมอ

2. โน้ตเพลงสายสมรของลาลูแบร์มีคุณค่าและข้อจำกัดอย่างไร?
คุณค่าคือเป็นทำนองอยุธยาเดียวที่ถูกตรึงเป็นลายลักษณ์ทันยุค ให้เค้าโครงจังหวะและเส้นทำนองจริง ข้อจำกัดคือระบบโน้ตตะวันตกจับระบบเสียงไทยได้ไม่สนิท ทั้งผู้จดอาจได้ยินผ่านกรอบหูของตน การใช้จึงต้องวิเคราะห์อย่างวิพากษ์ นักวิชาการปัจจุบันทดลองบรรเลงหลายการตีความเทียบกัน แทนการเชื่อฉบับเดียวเป็นคำตอบสุดท้าย

3. การที่ดนตรีไทยฟื้นเร็วหลังเสียกรุงบอกอะไรเกี่ยวกับธรรมชาติของมรดกดนตรี?
บอกว่าคลังที่แท้ของดนตรีมุขปาฐะอยู่ในตัวคน ไม่ใช่ในวัตถุหรือเอกสาร เมืองถูกเผา เครื่องถูกทำลาย แต่ตราบที่นักดนตรีผู้ถือเพลงยังมีชีวิต วัฒนธรรมก็งอกใหม่ได้จากความจำ กรณีธนบุรี-รัตนโกสินทร์ตอนต้นที่เร่งรวบรวมครูดนตรีจากหัวเมืองมาฟื้นวงหลวง คือปฏิบัติการกู้ภัยทางวัฒนธรรมที่สำเร็จที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย

4. ทำไมเราจึงไม่มีวันรู้ "เสียงจริง" ของอยุธยา และควรวางใจอย่างไรกับข้อจำกัดนี้?
เพราะเสียงคือปรากฏการณ์ชั่วขณะที่ต้องการเทคโนโลยีบันทึกซึ่งยังไม่เกิด ทุกการฟื้นเสียงอดีตจึงเป็นการตีความจากหลักฐานแวดล้อมเสมอ ท่าทีทางวิชาการที่ถูกคือความถ่อมตน ระบุชัดว่าส่วนใดคือหลักฐาน ส่วนใดคือการอนุมาน และเปิดรับการแก้ไขเมื่อพบหลักฐานใหม่ ความไม่รู้ที่ซื่อตรงมีค่ากว่าความมั่นใจที่แต่งเติม

5. ผู้สนใจจะสัมผัส "กลิ่นเสียงอยุธยา" ใกล้เคียงที่สุดได้จากไหนในปัจจุบัน?
ฟังการแสดงมโหรีโบราณเครื่องสี่ที่สถาบันดนตรีฟื้นขึ้นจากหลักฐาน ฟังวงขับไม้ในพระราชพิธีที่ยังสืบแบบแผน ชมหนังใหญ่วัดขนอนกับปี่พาทย์ไม้แข็งที่ใกล้บริบทมหรสพอยุธยาที่สุด และอ่านบุณโณวาทคำฉันท์ประกอบ จินตนาการที่ถูกวางบนหลักฐานเหล่านี้คือเครื่องย้อนเวลาที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์มี


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา