ในบรรดาเครื่องดนตรีไทยทั้งปวง หากจะเลือกชิ้นเดียวที่รวมความงามทางรูปลักษณ์ ความไพเราะทางเสียง และความสูงส่งทางประวัติศาสตร์ไว้มากที่สุด นักดนตรีไทยจำนวนไม่น้อยจะชี้ไปที่ ซอสามสาย เครื่องสีโบราณที่ได้รับสมญาว่าเป็น "ราชินีแห่งเครื่องสี" ด้วยรูปทรงอ่อนช้อยราวงานประติมากรรม เสียงนุ่มหวานลึกที่ไม่มีเครื่องดนตรีใดแทนได้ และเรื่องราวความผูกพันกับพระมหากษัตริย์ที่ทำให้ซอชนิดนี้มีสถานะพิเศษเหนือเครื่องดนตรีทั่วไปมาหลายศตวรรษ
รูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร
สิ่งแรกที่ทำให้ซอสามสายโดดเด่นจากซอด้วงและซออู้คือจำนวนสาย ตามชื่อ ซอสามสายขึงสายไหมสามเส้น เรียกว่าสายเอก สายกลาง และสายทุ้ม ครอบคลุมช่วงเสียงกว้างกว่าซอสองสายทั่วไป ทำให้บรรเลงทำนองที่ซับซ้อนและประคบประหงมอารมณ์เพลงได้ละเอียดกว่า
กะโหลกซอทำจาก กะโหลกมะพร้าวพันธุ์พิเศษที่มีพูสามพู นูนเป็นสามเหลี่ยมมนคล้ายดอกบัวตูมผ่าซีก มะพร้าวลักษณะนี้หายากยิ่ง ชาวสวนสมัยก่อนหากพบลูกมะพร้าวสามพูทรงงามจะเก็บถวายเจ้านายหรือขายให้ช่างทำซอในราคาสูง หน้ากะโหลกขึงด้วยหนังแพะหรือหนังลูกวัวขูดบาง คันทวนยาวสง่าทำจากไม้เนื้อแข็งหรือประดับงาช้าง แกะสลักลวดลายประณีต ตอนล่างของคันทวนที่ทะลุผ่านกะโหลกเรียกว่าทวนล่าง มีลูกบิดงามสามอันเรียงกัน ยอดทวนด้านบนกลึงเป็นทรงเม็ดบัวหรือปลียอดแหลมงดงาม ทั้งเครื่องจึงดูราวกับเครื่องราชูปโภคมากกว่าเครื่องดนตรีสามัญ
รายละเอียดเล็ก ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างคือ ถ่วงหน้า ตุ้มโลหะหรือครั่งผสมที่ติดไว้บนหน้าซอเยื้องจากหย่อง ทำหน้าที่ปรับแต่งการสั่นของหนังหน้าซอให้เสียงนุ่มลึกกลมกล่อมพอดี การติดถ่วงหน้าถือเป็นศาสตร์ชั้นครู เลื่อนเพียงเล็กน้อยเสียงก็เปลี่ยนไปทั้งคัน นอกจากนี้คันชักของซอสามสายยังแยกอิสระจากตัวซอ (ไม่สอดไว้ระหว่างสายเหมือนซอด้วงซออู้) ผู้บรรเลงจึงควบคุมน้ำหนักการสีได้อิสระเต็มที่ และนี่คือที่มาของเทคนิคเสียงอันหลากหลายของซอชนิดนี้
เสียงที่ออกแบบมาเพื่อประคองการขับร้อง
ซอสามสายมีเสียงนุ่ม หวาน ลึก และแผ่วได้ถึงระดับเสียงกระซิบ คุณสมบัตินี้ทำให้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซอสามสายมีหน้าที่พิเศษคือ สีคลอเสียงคนร้อง ในวงขับไม้และการขับกล่อมในราชสำนัก ผู้สีต้องเดินทำนองแนบไปกับเสียงร้องเหมือนเงาตามตัว ทั้งประคอง ทั้งเสริม ทั้งรับ ศิลปะการ "คลอ" นี้ยากยิ่งกว่าการบรรเลงเดี่ยว เพราะต้องหูไวใจนิ่ง หยั่งรู้ลมหายใจของนักร้องล่วงหน้า นักดนตรีโบราณจึงถือว่าผู้จะสีซอสามสายได้ดีต้องแตกฉานทั้งทางดนตรีและทางขับร้อง
ในวงมโหรีซึ่งเป็นวงเครื่องสายผสมเครื่องตีอันเป็นวงชั้นสูงของราชสำนัก ซอสามสายนั่งตำแหน่งเกียรติยศเคียงข้างนักร้อง และในการบรรเลงเดี่ยว ซอสามสายก็มีเพลงเดี่ยวเฉพาะทางที่อวดทั้งความหวานของเสียงและเทคนิคอันซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการรูดสาย การพรมนิ้ว การเน้นเสียงหนักเบาที่เลียนการเอื้อนของคนร้องได้แทบทุกกระเบียด
ซอคู่พระหัตถ์รัชกาลที่ 2 กับตำนานบุหลันลอยเลื่อน
ซอสามสายรุ่งเรืองถึงขีดสุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ซึ่งทรงเป็นทั้งกวีเอกและคีตกวี พระองค์โปรดทรงซอสามสายเป็นชีวิตจิตใจ ซอคู่พระหัตถ์ที่โด่งดังที่สุดมีนามว่า "ซอสายฟ้าฟาด" ทำจากกะโหลกมะพร้าวงามพิเศษที่มีตำนานเล่าว่าฟ้าผ่าลงต้นมะพร้าวแล้วเหลือลูกที่มีลักษณะต้องตำราไว้
เรื่องเล่าอันเป็นอมตะคือคืนหนึ่งพระองค์ทรงพระสุบิน (ฝัน) ว่าเสด็จไปยังดินแดนงดงามและได้สดับทำนองเพลงไพเราะจับพระทัยขณะทอดพระเนตรดวงจันทร์ลอยเลื่อนบนฟากฟ้า เมื่อตื่นบรรทมยังทรงจำทำนองนั้นได้ จึงทรงซอสายฟ้าฟาดถ่ายทอดออกมาเป็นเพลง "บุหลันลอยเลื่อน" หรือที่เรียกกันว่า "เพลงทรงพระสุบิน" ซึ่งยังบรรเลงสืบมาจนทุกวันนี้ ตำนานนี้ไม่เพียงประดับเกียรติของเพลง แต่ยังผูกซอสามสายเข้ากับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแนบแน่น ถึงขนาดที่ในสมัยนั้นมีธรรมเนียมยกย่องผู้มีฝีมือซอสามสายเป็นพิเศษ และว่ากันว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกเว้นภาษีอากรบางประการให้แก่ผู้เลี้ยงมะพร้าวพันธุ์ซอเพื่อส่งเสริมการทำซอด้วย
ทำไมซอสามสายจึงเล่นยากนัก
นักเรียนซอมักได้ยินคำเตือนว่า "ซอด้วงหัดได้ ซออู้หัดถึง แต่ซอสามสายต้องมีวาสนา" ความยากของมันมาจากหลายชั้น
- การเทียบเสียงและระบบนิ้ว สามสายทำให้ตำแหน่งนิ้วซับซ้อนกว่าซอสองสาย ผู้เล่นต้องข้ามสายกลางที่คั่นอยู่อย่างแม่นยำ
- คันชักอิสระ แม้เปิดอิสระให้ควบคุมเสียง แต่ก็หมายความว่าไม่มีอะไรช่วยประคองความสม่ำเสมอเลย น้ำหนักมือขวาต้องนิ่งราวจับพู่กันเขียนลายทอง
- ความไวของหนังหน้าซอ หนังแพะบางและถ่วงหน้าทำให้ซอไวต่อทุกแรงสั่น ความผิดพลาดเพียงนิดจะถูกขยายให้ได้ยินชัด
- ขนบทางเพลงชั้นสูง เพลงทางซอสามสายเต็มไปด้วยการเอื้อนเสียงเลียนคนร้อง ผู้เล่นที่ไม่เข้าใจการขับร้องจะสีได้แต่โน้ต ไม่ได้อารมณ์
ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญซอสามสายในแต่ละยุคจึงมีจำนวนน้อยและได้รับความเคารพสูง สายการสืบทอดหลายสายผูกโยงกลับไปถึงราชสำนักและสำนักดนตรีเก่าแก่เพียงไม่กี่แห่ง
ซอสามสายในวงดนตรีและวัฒนธรรม
บทบาทหลักของซอสามสายอยู่ในวงมโหรีเครื่องใหญ่ วงเครื่องสายผสมบางรูปแบบ และการบรรเลงขับกล่อมในงานพระราชพิธี เสียงของมันถูกถือเป็นสัญลักษณ์ของความละเมียดละไมแบบราชสำนัก วรรณคดีไทยหลายเรื่องกล่าวถึงการสีซอสามสายในฉากรำพันความรักหรือความอาลัย ขณะที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังตามพระอารามหลวงก็ปรากฏภาพนางฟ้าและนักดนตรีถือซอสามสายอยู่เนือง ๆ ยืนยันสถานะทางวัฒนธรรมอันสูงของเครื่องดนตรีชิ้นนี้
ในแง่งานช่าง การสร้างซอสามสายหนึ่งคันคือมหกรรมของสารพัดศาสตร์ ตั้งแต่การคัดกะโหลกมะพร้าวสามพู การขูดหนัง การกลึงและแกะสลักคันทวน การประดับมุกหรืองา การฟั่นสายไหม ไปจนถึงการติดถ่วงหน้าจูนเสียง ช่างทำซอสามสายฝีมือดีจึงหายากพอ ๆ กับนักสีฝีมือเยี่ยม และซองามระดับครูมักถูกส่งต่อเป็นมรดกตกทอดที่มีเรื่องเล่าประจำคันแทบทุกคัน
สถานการณ์ปัจจุบันและการสืบสาน
ปัจจุบันซอสามสายจัดเป็นเครื่องดนตรีที่มีผู้เล่นน้อยที่สุดชนิดหนึ่งในตระกูลเครื่องสายไทย ด้วยความยากของการเรียน ราคาเครื่องที่สูง และโอกาสแสดงที่จำกัดกว่าซอด้วงซออู้ อย่างไรก็ดี สถาบันการศึกษาด้านดุริยางคศิลป์หลายแห่งยังเปิดสอนอย่างจริงจัง มีการประกวดเดี่ยวซอสามสายในงานศิลปหัตถกรรมและเวทีระดับชาติ ขณะที่นักดนตรีรุ่นใหม่บางส่วนนำซอสามสายไปทดลองร่วมกับดนตรีร่วมสมัย ทั้งแจ๊ส แอมเบียนต์ และเพลงประกอบภาพยนตร์ เสียงหวานลึกที่ครั้งหนึ่งเคยดังเฉพาะในท้องพระโรง จึงกำลังเดินทางไปสู่หูผู้ฟังทั่วโลกผ่านสตรีมมิงและคอนเสิร์ตข้ามวัฒนธรรม
การได้ฟังซอสามสายบรรเลงสดสักครั้งคือประสบการณ์ที่ควรมีในชีวิต เสียงของมันไม่ดังกังวานเหมือนระนาด ไม่เร้าใจเหมือนกลอง แต่ซึมลึกเข้าไปในใจอย่างช้า ๆ เหมือนแสงจันทร์ในเพลงบุหลันลอยเลื่อน และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่คนดนตรีไทยยังคงทุ่มเทสืบทอดราชินีแห่งเครื่องสีองค์นี้ต่อไป แม้หนทางจะยากเพียงใดก็ตาม
ศัพท์น่ารู้ประจำบทความ
- พู สันนูนบนกะโหลกมะพร้าว กะโหลกซอสามสายต้องมีสามพูเรียงงามสมมาตรจึงถือว่าต้องตำรา
- คันทวน ส่วนคอยาวของซอที่สายขึงพาดผ่าน ของซอสามสายกลึงประณีตและมักประดับงาหรือมุก
- ถ่วงหน้า ตุ้มน้ำหนักที่ติดบนหนังหน้าซอเพื่อจูนคุณภาพเสียง เป็นภูมิปัญญาอะคูสติกเฉพาะของซอสามสาย
- หย่อง ชิ้นรองสายบนหน้าซอที่ถ่ายทอดแรงสั่นของสายลงสู่กะโหลก
- การคลอ ศิลปะการสีประคองแนบไปกับเสียงคนร้อง ถือเป็นหน้าที่ชั้นสูงเฉพาะตัวของซอสามสาย
- วงขับไม้ วงบรรเลงขับกล่อมโบราณของราชสำนักที่ใช้ซอสามสายเป็นเครื่องหลักคู่กับการขับลำนำและบัณเฑาะว์
- พรมนิ้ว เทคนิคเคาะนิ้วรัวบนสายให้เสียงสั่นระริก เพิ่มชีวิตชีวาแก่เสียงยาว
คำถามที่พบบ่อยเรื่องซอสามสาย
ถาม: ซอสามสายต่างจากซอด้วงและซออู้ตรงไหนบ้าง?
ตอบ: ต่างแทบทุกมิติ จำนวนสาย (สามต่อสอง) กะโหลก (มะพร้าวสามพูขึงหนังแพะ ขณะที่ซอด้วงใช้กระบอกไม้ขึงหนังงู ซออู้ใช้กะลาขึงหนังวัว) คันชัก (แยกอิสระ ขณะที่สองซอนั้นคันชักสอดระหว่างสาย) บทบาท (คลอเสียงร้องและวงมโหรีชั้นสูง ขณะที่ซอด้วงนำวงเครื่องสาย ซออู้คลอเสียงทุ้ม) และระดับความยากซึ่งซอสามสายถือว่ายากที่สุด
ถาม: ทำไมต้องใช้มะพร้าวสามพู ใช้กะลาธรรมดาไม่ได้หรือ?
ตอบ: ทรงสามพูให้ปริมาตรและรูปทรงห้องเสียงเฉพาะที่ทำให้เสียงนุ่มลึกกลมแบบซอสามสาย ทั้งยังเป็นเอกลักษณ์ทางรูปลักษณ์ที่จารีตยึดถือ กะลาทรงอื่นทำซอได้แต่จะเป็นซอชนิดอื่นไป มะพร้าวสามพูงาม ๆ จึงเป็นของหายากราคาสูงมาแต่โบราณ
ถาม: เพลงบุหลันลอยเลื่อนฟังได้ที่ไหน ยังมีการบรรเลงอยู่ไหม?
ตอบ: ยังบรรเลงสืบมาถึงปัจจุบัน ทั้งฉบับวงมโหรี วงเครื่องสาย และเดี่ยวซอสามสาย มีบันทึกเสียงของหน่วยงานศิลปวัฒนธรรมและสถาบันการศึกษาเผยแพร่ทางออนไลน์ นอกจากนี้ทำนองเพลงนี้ยังถูกนำไปเรียบเรียงเป็นเพลงไทยสากลอันเป็นที่รู้จักกว้างขวาง
ถาม: อยากเริ่มเรียนซอสามสายต้องมีพื้นฐานอะไรก่อน?
ตอบ: ครูส่วนใหญ่แนะนำให้มีพื้นซอด้วงหรือซออู้มาก่อนเพื่อให้คุ้นกับการสีและการฟังเสียงตัวเอง รวมถึงพื้นฐานการขับร้องไทยจะช่วยมหาศาลเพราะทางซอสามสายเลียนการเอื้อนของคนร้อง จากนั้นจึงหาครูเฉพาะทางซึ่งปัจจุบันมีในสถาบันดุริยางคศิลป์หลักและสำนักครูอาวุโสบางแห่ง
ถาม: ซอสามสายราคาเท่าไร?
ตอบ: ช่วงราคากว้างมาก ซอฝึกหัดเริ่มต้นหลักหมื่น ซอฝีมือช่างครูที่คัดกะโหลกงามประดับงาอาจถึงหลักแสนขึ้นไป และซอเก่าที่มีประวัติเป็นของสะสมที่ประเมินค่าแทบไม่ได้ ผู้เริ่มเรียนจึงนิยมเช่าหรือใช้ซอของสำนักก่อนตัดสินใจสั่งทำของตนเอง


