หากต้องเลือกบุคคลหนึ่งที่เป็นตัวแทน "อัจฉริยะแบบเรอเนสซองส์" ของสยาม ผู้รอบรู้และสร้างงานชั้นครูได้แทบทุกแขนงศิลปะ คำตอบของนักวิชาการไทยแทบทุกคนคือพระนามเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือที่วงการศิลปะเรียกขานด้วยความเคารพว่า "สมเด็จครู" และที่รัชกาลที่ 5 ทรงยกย่องว่าเป็น "นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม" พระองค์ทรงออกแบบสถาปัตยกรรมระดับมาสเตอร์พีซ ทรงเขียนภาพชั้นเลิศ และในทางดนตรี ทรงฝากผลงานที่คนไทยทุกคนเคยได้ยิน ตั้งแต่เพลงเขมรไทรโยคจนถึงเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี บทความนี้จะศึกษาพระประวัติและมรดกทางดุริยางคศิลป์ของพระองค์ พร้อมถอดวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังผลงานอมตะเหล่านั้น

พระประวัติโดยสังเขป

เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (พระนามเดิม พระองค์เจ้าจิตรเจริญ) ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2406 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเติบโตในช่วงหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ที่สยามเผชิญโลกตะวันตกเต็มรูปแบบ ทรงรับราชการหลากหลายตำแหน่งสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งกระทรวงโยธาธิการ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงวัง แต่บทบาทที่ประวัติศาสตร์จดจำที่สุดคืองานศิลปกรรมของแผ่นดิน ทรงออกแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรอันเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ชิ้นเอกของโลก ทรงออกแบบพระราชลัญจกร ตราสัญลักษณ์ งานพระเมรุ และงานประณีตศิลป์นับไม่ถ้วน ทรงพระชนม์ยืนยาวถึง พ.ศ. 2490 ผ่านห้ารัชกาล และตลอดชีวิตไม่เคยหยุดสร้างงาน สมุดบันทึกโต้ตอบทางวิชาการของพระองค์กับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ("สาส์นสมเด็จ") คือขุมทรัพย์ทางปัญญาที่นักวิชาการยังศึกษากันถึงทุกวันนี้

องค์การยูเนสโกได้ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านศิลปวัฒนธรรม ในวาระครบรอบร้อยปีวันประสูติเมื่อ พ.ศ. 2506 นับเป็นคนไทยรุ่นแรกที่ได้รับเกียรตินี้ และวันประสูติ 28 เมษายน ก็ถือเป็น "วันนริศ" ที่วงการศิลปะไทยจัดงานรำลึกทุกปี

เขมรไทรโยค: กำเนิดของเพลงอมตะ

ผลงานดนตรีที่โด่งดังที่สุดของพระองค์คือ เพลงเขมรไทรโยค ซึ่งทรงพระนิพนธ์ขึ้นจากความประทับใจเมื่อครั้งตามเสด็จรัชกาลที่ 5 ประพาสน้ำตกไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ทรงนำทำนองเพลงสำเนียงเขมรของเก่ามาเป็นเชื้อ แล้วประพันธ์ขยายขึ้นใหม่พร้อมบทร้องพรรณนาธรรมชาติอันงดงามของไทรโยค ทั้งเสียงน้ำตก "เห็นแก้วแวววับที่จับจิต" และนกยูงรำแพน บทร้องนั้นเป็นกวีนิพนธ์ภาพสวยที่เด็กไทยหลายรุ่นท่องจำ เพลงนี้บรรเลงครั้งแรกในงานพระราชพิธีเมื่อราวต้นทศวรรษ 2430 และครองใจผู้ฟังทันทีจนกลายเป็นเพลงไทยที่ถูกบรรเลง บันทึกเสียง และเรียบเรียงใหม่มากที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทั้งฉบับปี่พาทย์ มโหรี วงสากล และการขับร้องประสานเสียง

ความสำเร็จของเขมรไทรโยคอยู่ที่การผสาน "หู" สามแบบเข้าด้วยกัน คือหูนักดนตรีที่รู้ขนบเพลงสำเนียงเขมร หูจิตรกรที่มองธรรมชาติเป็นภาพ และหูกวีที่แปลงภาพเป็นถ้อยคำ นี่คือลายเซ็นของสมเด็จครูที่ปรากฏในงานทุกแขนง นั่นคือการทำงานข้ามศาสตร์อย่างแนบเนียนจนผู้เสพไม่รู้สึกถึงรอยต่อ

เนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และงานเพลงแผ่นดิน

เพลงสรรเสริญพระบารมีที่คนไทยยืนตรงทุกครั้งก่อนชมมหรสพนั้น ทำนองเรียบเรียงขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วน เนื้อร้องฉบับที่ใช้ในปัจจุบันคือพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ที่ทรงเกลาถ้อยคำให้สง่างามลงตัวกับทำนอง ถ้อยคำอย่าง "ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน" คือแบบฉบับของภาษากวีที่ทั้งขลัง กระชับ และร้องได้ธรรมชาติ งานนี้แสดงศาสตร์เฉพาะทางอีกอย่างของพระองค์คือการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเสียงวรรณยุกต์ไทยกับทำนองเพลงอย่างลึกซึ้ง เนื้อร้องพระนิพนธ์จึงร้องแล้วเสียงคำไม่เพี้ยนความหมาย อันเป็นโจทย์หินที่สุดของการแต่งคำร้องภาษาไทย

นอกจากนี้ยังทรงพระนิพนธ์และเรียบเรียงเพลงสำหรับละครดึกดำบรรพ์อีกจำนวนมาก ทั้งเพลงร้อง เพลงระบำ และการตัดต่อเพลงของเก่าให้รับใช้ฉากละครอย่างแม่นยำ เพลงจากละครเหล่านี้หลายเพลงหลุดจากบริบทละครมามีชีวิตของตนเองในวงการเพลงไทยสืบมา

ละครดึกดำบรรพ์: การปฏิรูปเวทีสยาม

ดังที่ทราบกันในประวัติศาสตร์การละครไทย เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ คือสถาปนิกหลักของ ละครดึกดำบรรพ์ ละครรำแนวใหม่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ให้ผู้แสดงร้องเอง ดำเนินเรื่องกระชับ ใช้ฉากสมจริง และมีวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่ทรงร่วมออกแบบคัดเครื่องเสียงนุ่มไว้รองรับเสียงร้องโดยเฉพาะ บทละครที่ทรงเลือกและปรับจากวรรณคดี เช่น สังข์ทอง คาวี อิเหนา ล้วนถูกตัดเกลาด้วยสายตานักเล่าเรื่องสมัยใหม่ งานชุดนี้คือการทดลองสังเคราะห์ศิลปะไทยกับหลักละครตะวันตกที่กล้าหาญที่สุดของยุค และวางรากความคิด "ดนตรีต้องรับใช้การเล่าเรื่อง" ให้วงการแสดงไทยรุ่นหลัง

วิธีคิดของนายช่างใหญ่: บทเรียนข้ามศตวรรษ

ศึกษางานของสมเด็จครูแล้วจะพบหลักการทำงานที่สอดคล้องกันทุกชิ้น ประการแรก ทรงเรียนของเก่าจนถึงแก่นก่อนแตะต้องมัน งานปฏิรูปทุกชิ้นของพระองค์ตั้งอยู่บนความแตกฉานขนบเดิมระดับช่างชั้นครู ประการที่สอง ทรงคิดจากโจทย์ ไม่ใช่จากแบบสำเร็จ ละครแบบใหม่ต้องการวงแบบใหม่ วัดแบบใหม่ต้องการสถาปัตยกรรมภาษาใหม่ ทุกงานคือการแก้โจทย์เฉพาะ ประการที่สาม ทรงเชื่อมศาสตร์เข้าหากัน ภาพ เสียง คำ และพื้นที่ ถูกคิดเป็นองค์รวมเสมอ เพลงของพระองค์จึง "เห็นภาพ" และอาคารของพระองค์จึง "มีจังหวะ" หลักสามข้อนี้ยังเป็นแบบเรียนชั้นเยี่ยมของนักสร้างสรรค์ทุกวงการในปัจจุบัน

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • สมเด็จครู สมัญญาที่วงการศิลปะไทยถวายแด่เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ
  • สาส์นสมเด็จ ชุดลายพระหัตถ์โต้ตอบทางวิชาการกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขุมความรู้ศิลปวัฒนธรรมสยาม
  • เพลงสำเนียงเขมร กลุ่มเพลงไทยที่แต่งด้วยลีลาล้อสำเนียงดนตรีเขมร เชื้อทำนองของเขมรไทรโยค
  • ละครดึกดำบรรพ์ ละครรำแนวใหม่ที่ผู้แสดงร้องเอง ผลงานปฏิรูปเวทีของพระองค์
  • วันนริศ วันที่ 28 เมษายน วาระรำลึกถึงพระองค์ประจำปีของวงการศิลปะไทย
  • บุคคลสำคัญของโลก (ยูเนสโก) เกียรติที่องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องในวาระ 100 ปีประสูติ พ.ศ. 2506

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. เหตุใดเขมรไทรโยคจึงยืนยงข้ามศตวรรษ ขณะเพลงร่วมยุคจำนวนมากเลือนหาย?
เพราะมันสมบูรณ์พร้อมสามชั้น ทำนองที่งามด้วยตัวเองจนบรรเลงล้วนก็ไพเราะ บทร้องที่เป็นกวีนิพนธ์ภาพสวยจำง่าย และความยืดหยุ่นที่เรียบเรียงใหม่ได้ทุกรูปแบบวง ตั้งแต่ปี่พาทย์ถึงออร์เคสตรา เพลงที่แข็งแรงทั้งโครงสร้างและเปิดกว้างต่อการตีความคือเพลงที่กาลเวลาทำอะไรไม่ได้

2. ความยากของการแต่งเนื้อร้องเพลงไทยอยู่ตรงไหน และพระองค์ทรงแก้อย่างไร?
ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ เสียงสูงต่ำของคำคือความหมาย เมื่อวางคำลงทำนอง เสียงดนตรีอาจดัดเสียงคำจนความหมายเพี้ยน ผู้แต่งต้องเลือกคำที่เส้นเสียงวรรณยุกต์ไหลไปทางเดียวกับเส้นทำนอง พระนิพนธ์ของพระองค์คือแบบฉบับของการแก้โจทย์นี้ ถ้อยคำสง่างามและร้องแล้วชัดความหมายทุกพยางค์ นักแต่งเพลงไทยทุกยุคยังใช้เป็นครู

3. อะไรคือความแตกต่างระหว่าง "ศิลปินหลายแขนง" กับ "ศิลปินสหศาสตร์" ในกรณีของพระองค์?
ศิลปินหลายแขนงทำหลายอย่างแยกกันเก่ง แต่พระองค์ทรงให้ศาสตร์ต่าง ๆ ทำงานร่วมกันในชิ้นงานเดียว เพลงถูกคิดด้วยตาจิตรกร ละครถูกคิดด้วยหูนักดนตรีและมือสถาปนิก การหลอมศาสตร์นี้เองที่ทำให้งานมีมิติเกินกว่าฝีมือรายแขนงจะอธิบาย และเป็นคุณสมบัติที่โลกสร้างสรรค์ปัจจุบันเรียกร้องมากที่สุด

4. บทบาทของเจ้านายในการอุปถัมภ์และสร้างสรรค์ดนตรีสยามยุคนั้นบอกอะไรเรา?
บอกว่าระบบราชสำนักสยามมิได้เป็นเพียงผู้เสพศิลปะ แต่ผลิตศิลปินระดับสูงสุดเองด้วย เจ้านายหลายพระองค์ทรงเป็นคีตกวี นักเขียน สถาปนิกตัวจริง ระบบการศึกษาแบบวังที่ให้เจ้านายฝึกศิลปะจริงจังตั้งแต่เยาว์คือกลไกผลิตผู้นำทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมรดกเชิงระบบที่น่าศึกษาไม่แพ้ตัวผลงาน

5. ผู้สนใจควรเริ่มศึกษาผลงานของพระองค์จากอะไร?
ทางดนตรีเริ่มจากฟังเขมรไทรโยคหลายฉบับเปรียบเทียบ ทั้งปี่พาทย์ มโหรี และขับร้อง ทางทัศนศิลป์ชมพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรของจริง ทางความคิดอ่านสาส์นสมเด็จฉบับคัดสรร สามทางนี้ประกอบกันจะเห็น "ลายมือ" เดียวกันที่ปรากฏในทุกสื่อ อันเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่หาได้จากศิลปินน้อยคนในโลก


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา