ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยมีนวัตกรรมมากมาย แต่ส่วนใหญ่คือการค่อย ๆ เพิ่มเครื่องหรือขยายวงตามวิวัฒนาการธรรมชาติ มีเพียงครั้งเดียวที่วงดนตรีทั้งวงถูก "ออกแบบใหม่" อย่างจงใจ ด้วยโจทย์ทางศิลปะที่ชัดเจน โดยศิลปินผู้หนึ่งซึ่งคิดทั้งระบบตั้งแต่ต้น นั่นคือ วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ผลงานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 วงนี้เกิดคู่กับ ละครดึกดำบรรพ์ การทดลองละครแนวใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากโอเปร่าตะวันตก บทความนี้จะวิเคราะห์ว่าการออกแบบครั้งนั้นคิดอย่างไร ทำไมจึงถือเป็นหมุดหมายของ "การออกแบบเสียง" ในดนตรีไทย และมรดกของมันคืออะไร

บริบท: สยามยุคปฏิรูปกับการเผชิญโอเปร่า

ปลายศตวรรษที่ 19 สยามในรัชกาลที่ 5 กำลังปฏิรูปประเทศทุกด้านเพื่อยืนอย่างสง่างามท่ามกลางลัทธิอาณานิคม ชนชั้นนำสยามเดินทางเยือนยุโรป ได้ชมโอเปร่าและละครเวทีตะวันตก และเกิดคำถามสร้างสรรค์ว่า ศิลปะการแสดงสยามจะพัฒนารูปแบบใหม่ที่ทั้งทันสมัยและเป็นไทยแท้ได้อย่างไร ผู้ที่รับโจทย์นี้ไปแก้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดคือเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ "นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม" ผู้เป็นอัจฉริยะทั้งสถาปัตยกรรม จิตรกรรม และดุริยางคศิลป์ ร่วมกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ผู้อำนวยการโรงละคร และครูดนตรีเอกของยุค

ผลลัพธ์คือละครดึกดำบรรพ์ (ชื่อมาจากชื่อโรงละคร "โรงละครดึกดำบรรพ์" ของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ) ละครรำแบบใหม่ที่ ผู้แสดงร้องเองรำเอง แทนที่จะให้ต้นเสียงร้องแทนแบบละครในดั้งเดิม ดำเนินเรื่องกระชับ ฉากสมจริง เปลี่ยนฉากแบบละครตะวันตก บทที่ทรงพระนิพนธ์คัดจากวรรณคดีเอก เช่น สังข์ทอง คาวี อิเหนา รามเกียรติ์ตอนศูรปนขา ความแปลกใหม่ทั้งหมดนี้เรียกร้องดนตรีแบบใหม่ที่วงปี่พาทย์เดิมให้ไม่ได้

โจทย์การออกแบบ: ทำไมปี่พาทย์เดิมไม่ตอบ

วงปี่พาทย์ไม้แข็งมาตรฐานถูกวิวัฒน์มาเพื่องานกลางแจ้ง เสียงต้องดังไกล ทะลุฝูงชน ระนาดไม้แข็งเจิดจ้า ปี่ในพุ่งทะลวง ฉาบกลองครึกโครม คุณสมบัติเหล่านี้กลับกลายเป็นโทษในโรงละครปิดที่ผู้แสดงต้องร้องเอง เสียงวงจะกลบเสียงร้องหมด ทั้งบรรยากาศละครแนวใหม่ต้องการความละเมียดนุ่มลึกแบบใหม่ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ จึงทรงแก้ที่ราก ด้วยการคัดเครื่องใหม่ทั้งวงตามหลักที่สรุปได้สามข้อ

  1. ตัดเครื่องเสียงแหลมกล้าออก ระนาดเอกไม้แข็ง ปี่ใน ฆ้องวงเล็ก และเครื่องหนังเสียงดุอย่างกลองทัด ถูกถอดออกทั้งหมด
  2. คงและเน้นเครื่องเสียงนุ่ม ระนาดเอกเปลี่ยนมาตีด้วยไม้นวม ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ขลุ่ยเพียงออแทนปี่ ซออู้เข้ามาเสริมความอุ่น ตะโพนคุมหน้าทับอย่างสุภาพ
  3. เพิ่มเครื่องเสียงต่ำและเครื่องพิเศษ ระนาดทุ้มเหล็กปูพื้นก้องลึก ขลุ่ยอู้ ขลุ่ยเสียงต่ำที่ประดิษฐ์ขึ้นเฉพาะกิจนี้ และ ฆ้องหุ่ยเจ็ดใบ เทียบเสียงเรียงลำดับ แขวนประจำวงไว้ตีเน้นหัวจังหวะเป็นลูกคลื่นเสียงต่ำ นับเป็นการคิด "เบสไลน์" ให้วงไทยอย่างเป็นระบบครั้งแรก

ผลคือวงที่มีสเปกตรัมเสียงเทลงต่ำ นุ่ม กลม อบอวล รองรับเสียงร้องของผู้แสดงได้พอดี และมีบรรยากาศขรึมขลังแบบใหม่ที่ไม่เคยมีในดนตรีไทยมาก่อน ผู้ได้ฟังวงดึกดำบรรพ์ครั้งแรกมักประหลาดใจว่านี่คือปี่พาทย์ เพราะความโครมครามหายไป เหลือแต่ความลึกที่โอบผู้ฟังไว้

ดนตรีกับละคร: การประพันธ์เฉพาะทาง

ละครดึกดำบรรพ์ไม่เพียงเปลี่ยนวง แต่เปลี่ยนวิธีใช้เพลงทั้งระบบ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ทรงเลือกและเรียบเรียงเพลงให้รับใช้ละครแบบแม่นยำ เพลงร้องถูกตัดต่อให้กระชับเข้ากับบท มีการประพันธ์และปรับเพลงขึ้นเฉพาะฉาก ที่เลื่องชื่อที่สุดคือการทรงเรียบเรียงเพลงประกอบอย่าง "เขมรไทรโยค" ที่กลายเป็นอมตะข้ามศตวรรษ แนวคิด "ดนตรีต้องเดินเรื่อง ไม่ใช่ประดับเรื่อง" นี้ล้ำสมัยมาก และเป็นเมล็ดพันธุ์เดียวกับที่ภายหลังงอกเป็นศาสตร์ดนตรีประกอบละครเวทีและภาพยนตร์ไทย

ชะตากรรมและมรดก

ละครดึกดำบรรพ์รุ่งเรืองอยู่ราวทศวรรษเศษก็ซาลงตามการปิดตัวของโรงละครและความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แต่สิ่งที่มันทิ้งไว้ยั่งยืนกว่าตัวการแสดง

  • วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ยังอยู่ ถูกใช้บรรเลงในงานที่ต้องการความนุ่มขรึม เช่น งานเฉลิมพระเกียรติ งานวัฒนธรรมชั้นสูง และการแสดงฟื้นฟูละครดึกดำบรรพ์โดยกรมศิลปากรและสถาบันการศึกษา ซึ่งยังจัดเป็นครั้งคราวถึงปัจจุบัน
  • หลักการออกแบบเสียงกลายเป็นแบบเรียน วงดึกดำบรรพ์พิสูจน์ว่าวงดนตรีไทย "จัดสเปกได้" ตามโจทย์ศิลปะ แนวคิดนี้เปิดทางให้การทดลองรูปวงหลากหลายในศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่วงประกอบละครวิทยุ วงดนตรีไทยร่วมสมัย จนถึงการจัดวงบันทึกเสียงในสตูดิโอ
  • บทเพลงและบทละครพระนิพนธ์ ยังเป็นคลังที่นักดนตรีและนักการละครหยิบใช้ศึกษาต่อเนื่อง

ในแง่ประวัติศาสตร์ความคิด วงดึกดำบรรพ์คือหลักฐานว่าชนชั้นนำสยามยุคปฏิรูปไม่ได้เลือกระหว่าง "ของเก่า" กับ "ของฝรั่ง" แบบขาวดำ หากเลือกวิธีที่สามคือ สังเคราะห์ รับหลักคิดใหม่ (การออกแบบเพื่อโจทย์เฉพาะ ละครร้องเอง โรงละครสมัยใหม่) มาทำงานกับวัตถุดิบไทยแท้ (เครื่องดนตรี เพลง วรรณคดี) จนได้สิ่งใหม่ที่ไม่ใช่ทั้งการลอกฝรั่งและการแช่แข็งของเดิม บทเรียนนี้ยังสดใหม่เสมอสำหรับผู้สร้างสรรค์ทุกยุค

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • ละครดึกดำบรรพ์ ละครรำแนวใหม่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ผู้แสดงร้องเองรำเอง ได้แรงบันดาลใจจากโอเปร่า
  • ไม้นวม ไม้ตีระนาดปลายพันผ้านุ่ม ให้เสียงกลมอุ่นแทนความเจิดจ้าของไม้แข็ง
  • ขลุ่ยอู้ ขลุ่ยเสียงต่ำพิเศษที่ประดิษฐ์ขึ้นสำหรับวงดึกดำบรรพ์โดยเฉพาะ
  • ฆ้องหุ่ยเจ็ดใบ ชุดฆ้องเสียงต่ำเรียงลำดับเสียง ตีเน้นหัวจังหวะเป็นแนวเบสของวง
  • โรงละครดึกดำบรรพ์ โรงละครส่วนบุคคลของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ต้นกำเนิดชื่อของละครและวง
  • การออกแบบเสียง (sound design) การกำหนดคุณลักษณะเสียงรวมของวงหรือผลงานอย่างจงใจตามโจทย์ศิลปะ

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. อะไรทำให้วงดึกดำบรรพ์ต่างจากนวัตกรรมวงไทยครั้งอื่นในเชิงกระบวนการ?
ครั้งอื่นเป็นวิวัฒนาการสะสม เช่น ค่อยเพิ่มเครื่องเป็นคู่ตามตรรกะภายใน แต่ดึกดำบรรพ์คือการออกแบบย้อนจากโจทย์ (ละครร้องเองในโรงปิด) มาสู่สเปกเสียง แล้วจึงคัดเครื่องให้ตรงสเปก เป็นกระบวนการแบบนักออกแบบสมัยใหม่ครบวงจรครั้งแรกของดนตรีไทย

2. เหตุใดการเปลี่ยนจากปี่ในเป็นขลุ่ยจึงเป็นหัวใจของวงนี้?
เพราะปี่ในคือเครื่องที่เสียงพุ่งทะลวงที่สุดของปี่พาทย์ มันถูกออกแบบมาสู้เสียงกลางแจ้ง เมื่ออยู่ในโรงปิดกับเสียงร้องของผู้แสดง ปี่จะกลบทุกอย่าง การแทนด้วยขลุ่ยเพียงออและขลุ่ยอู้จึงเท่ากับเปลี่ยนหัวใจของสีเสียงวงจากเจิดจ้าเป็นนุ่มลึก ทั้งยังกลมกลืนกับเสียงมนุษย์ซึ่งเป็นพระเอกใหม่ของการแสดง

3. ฆ้องหุ่ยเจ็ดใบสะท้อนความเข้าใจอะไรทางอะคูสติก?
ความเข้าใจว่าวงจะ "อิ่ม" ต้องมีฐานความถี่ต่ำที่มั่นคง หลักเดียวกับ bass section ของออร์เคสตรา การเรียงฆ้องหุ่ยตามลำดับเสียงให้ตีเป็นแนวเดินเบสได้ แสดงว่าผู้ออกแบบคิดเรื่องสมดุลสเปกตรัมเสียงทั้งวงอย่างเป็นระบบ ล้ำกว่าการมองเครื่องดนตรีเป็นชิ้น ๆ ไปสู่การมองเป็น "ผลรวมของเสียง"

4. ทำไมละครดึกดำบรรพ์จึงไม่ยั่งยืนเท่าวงดนตรีของมัน?
ละครผูกกับโครงสร้างเฉพาะ ทั้งโรงละคร ทุนอุปถัมภ์ และตัวบุคคลผู้สร้าง เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้หมดวาระ การแสดงก็หยุดตาม ขณะที่วงดนตรีคือ "เทคโนโลยี" ที่ถ่ายโอนไปใช้กับงานอื่นได้ทันที มรดกเชิงระบบจึงมักอายุยืนกว่ามรดกเชิงผลงานเดี่ยว บทเรียนสำคัญสำหรับผู้หวังสร้างสิ่งยั่งยืนในวงการศิลปะ

5. ปัจจุบันจะหาชมหรือฟังวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ได้อย่างไร?
ติดตามการแสดงฟื้นฟูละครดึกดำบรรพ์ของกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยสายดุริยางค์-นาฏศิลป์ซึ่งจัดเป็นวาระพิเศษ รวมถึงบันทึกการแสดงที่เผยแพร่ออนไลน์ จุดสังเกตในการฟังคือความนุ่มลึกผิดจากปี่พาทย์ทั่วไป เสียงขลุ่ยแทนปี่ ระนาดไม้นวมอุ่นกลม และลูกคลื่นฆ้องหุ่ยเสียงต่ำที่เดินอยู่เบื้องล่าง เมื่อจับองค์ประกอบเหล่านี้ได้ จะเข้าใจทันทีว่าเหตุใดวงนี้จึงถูกยกเป็นงานออกแบบเสียงชิ้นเอกของสยาม


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา