
ดุริยศัพท์ (Duriyasap) คือคำศัพท์เฉพาะทางที่ใช้ในวงการดนตรีไทย ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญา ความละเอียดอ่อน และเอกลักษณ์ของศิลปะแขนงนี้ การทำความเข้าใจดุริยศัพท์อย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการศึกษา วิจัย และอนุรักษ์ดนตรีไทย เพื่อให้สามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนความรู้ และเข้าถึงแก่นแท้ของดนตรีได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
ต่อไปนี้คือการรวบรวมดุริยศัพท์ของดนตรีไทย พร้อมคำอธิบายอย่างละเอียดในแต่ละหมวดหมู่:
1. ศัพท์ทั่วไปเกี่ยวกับดนตรีและองค์ประกอบพื้นฐาน
ดุริยางค์ (Duriyang):
ความหมาย: โดยทั่วไปหมายถึง "ดนตรี" หรือ "เครื่องดนตรี" โดยรวม อาจใช้หมายถึง "วงดนตรี" ก็ได้ เป็นคำที่ใช้ในภาษาเขียนหรือภาษาทางการ
การใช้งาน: เช่น "ดุริยางค์ไทย" หมายถึง ดนตรีไทย, "วงดุริยางค์" หมายถึง วงดนตรี
ดุริยศิลป์ (Duriyasin):
ความหมาย: ศิลปะทางดนตรี, วิชาความรู้เกี่ยวกับดนตรี หรือศาสตร์แห่งดนตรี
การใช้งาน: ใช้ในการกล่าวถึงดนตรีในฐานะศิลปะแขนงหนึ่งที่มีความประณีตและมีหลักการ
ดุริยเทพ (Duriyathep):
ความหมาย: เทพเจ้าแห่งดนตรี หรือครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาดนตรี ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะในหมู่ศิลปินดนตรีไทย
การใช้งาน: มักใช้ในพิธีไหว้ครูดนตรีไทย เพื่ออัญเชิญดุริยเทพมาเป็นสักขีพยานและอำนวยพร
ดุริยศัพท์ (Duriyasap):
ความหมาย: ศัพท์เฉพาะที่ใช้ในวงการดนตรีไทย เพื่อเรียกชื่อเครื่องดนตรี วิธีการบรรเลง รูปแบบเพลง จังหวะ และองค์ประกอบต่างๆ
การใช้งาน: เป็นคำที่ใช้ในการศึกษาและอธิบายลักษณะเฉพาะของดนตรีไทย
เพลง (Pleng):
ความหมาย: บทเพลง หรือทำนองดนตรีที่ถูกประพันธ์ขึ้น
การใช้งาน: เป็นคำเรียกทั่วไปของผลงานดนตรี
ทำนอง (Tamnong):
ความหมาย: เมโลดี้, ท่วงทำนองหลักของเพลง ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้ฟังจดจำได้ง่ายที่สุด
การใช้งาน: "ทำนองเพลงนี้ไพเราะ"
จังหวะ (Jangwa):
ความหมาย: ริทึม, การเดินของดนตรีที่กำหนดความช้าเร็ว ความหนักเบา และการแบ่งช่วงเวลาของเสียง
การใช้งาน: "จังหวะเพลงนี้คึกคัก"
อัตรา (Attra):
ความหมาย: อัตราจังหวะของเพลงไทย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ได้แก่ สามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว
การใช้งาน: "เพลงนี้บรรเลงในอัตราสองชั้น"
ทาง (Tang):
ความหมาย: แนวทางการบรรเลง, สำนวน, หรือลีลาเฉพาะของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด หรือของเพลงแต่ละเพลง ซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์และเทคนิคของผู้บรรเลง
ทางร้อง: สำนวนการขับร้องเพลงไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น การเอื้อน การใช้ลูกคอ
ทางเครื่อง: สำนวนการบรรเลงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ที่มีลีลาและเทคนิคแตกต่างกันไป
ทางกรอ: สำนวนการบรรเลงที่เน้นการกรอเสียงอย่างต่อเนื่อง
ทางเก็บ: สำนวนการบรรเลงที่เน้นการเก็บโน้ตถี่ๆ สั้นๆ
ทางรัว: สำนวนการบรรเลงที่เน้นการรัวเสียงอย่างรวดเร็ว
ลูกฆ้อง (Look Khong):
ความหมาย: เม็ดเสียงแต่ละเสียงบนฆ้องวง ซึ่งมีระดับเสียงแตกต่างกันไป
การใช้งาน: "ลูกฆ้องนี้เสียงเพี้ยน"
ลูกระนาด (Look Ranad):
ความหมาย: ไม้ระนาดแต่ละลูกบนระนาด ซึ่งมีระดับเสียงแตกต่างกันไป
การใช้งาน: "ระนาดเอกมี 21 ลูก"
ลูกบิด (Look Bid):
ความหมาย: ส่วนที่ใช้สำหรับปรับเสียงของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย เช่น ซอ จะเข้
การใช้งาน: "หมุนลูกบิดเพื่อปรับเสียงซอ"
หย่อง (Yong):
ความหมาย: ส่วนที่รองรับสายเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย เพื่อให้สายพ้นจากหน้าเครื่องและเกิดการสั่นสะเทือนเมื่อดีดหรือสี
การใช้งาน: "หย่องจะเข้ทำจากไม้"
2. ศัพท์เกี่ยวกับประเภทเครื่องดนตรีและวงดนตรี
2.1 ประเภทเครื่องดนตรีตามลักษณะการทำให้เกิดเสียง:
เครื่องดีด (Krueang Deet): เครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงด้วยการดีดหรือเกี่ยวสาย
จะเข้ (Jakhe): เครื่องดีด 3 สาย มีนม (เฟร็ต) รองรับสาย มีเสียงไพเราะนุ่มนวล
กระจับปี่ (Krajabpi): เครื่องดีด 4 สาย (ปัจจุบันไม่นิยมใช้ในวงดนตรีไทยมาตรฐาน)
พิณ (Pin): เครื่องดีดพื้นบ้านภาคอีสาน มีหลายรูปแบบและจำนวนสาย
เครื่องสี (Krueang See): เครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงด้วยการสีด้วยคันชัก
ซอด้วง (Saw Duang): ซอ 2 สาย มีกระบอกเสียงทำจากไม้หรืองาช้าง เสียงแหลม คมชัด
ซออู้ (Saw Oo): ซอ 2 สาย มีกระบอกเสียงทำจากกะลามะพร้าว เสียงทุ้ม นุ่มนวล
ซอสามสาย (Saw Sam Sai): ซอ 3 สาย มีรูปลักษณ์สวยงาม เสียงไพเราะนุ่มนวล ใช้ในวงมโหรีและประกอบการขับร้อง
ซอกลาง (Saw Klang): ซอ 2 สาย ขนาดกลาง อยู่ระหว่างซอด้วงและซออู้ (ไม่นิยมเท่าสองชนิดแรก)
เครื่องตี (Krueang Tee): เครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงด้วยการตี กระทบ หรือเขย่า
ระนาดเอก (Ranad Ek): ระนาดไม้เสียงแหลม เป็นผู้นำวง มีบทบาทสำคัญในการดำเนินทำนองหลัก
ระนาดทุ้ม (Ranad Thum): ระนาดไม้เสียงทุ้ม ทำหน้าที่คลอและเสริมทำนองหลัก
ระนาดเอกเหล็ก (Ranad Ek Lek): ระนาดโลหะเสียงแหลม ให้เสียงกังวานและคมชัด
ระนาดทุ้มเหล็ก (Ranad Thum Lek): ระนาดโลหะเสียงทุ้ม ให้เสียงกังวานและหนักแน่น
ฆ้องวงใหญ่ (Khong Wong Yai): ฆ้องวงเสียงทุ้ม ทำหน้าที่ดำเนินทำนองหลักและลูกฆ้อง
ฆ้องวงเล็ก (Khong Wong Lek): ฆ้องวงเสียงแหลม ทำหน้าที่คลอและเสริมทำนองหลัก
ฆ้องมอญ (Khong Mon): ฆ้องวงขนาดใหญ่ มีลูกฆ้องมากกว่าฆ้องวงไทย (16 ลูก) ใช้ในวงปี่พาทย์มอญ
ตะโพน (Taphon): กลองสองหน้า ใช้ตีประกอบจังหวะหน้าทับ เป็นกลองหลักในวงปี่พาทย์
กลองทัด (Klong Tad): กลองสองหน้าขนาดใหญ่ ตีคู่กัน ให้เสียงหนักแน่น ใช้ในวงปี่พาทย์
กลองแขก (Klong Khaek): กลองสองหน้า ใช้ตีประกอบจังหวะในวงปี่พาทย์และเครื่องสาย มีเสียงที่หลากหลาย
กลองสองหน้า (Klong Song Na): กลองสองหน้าขนาดเล็ก ใช้ในวงเครื่องสาย
โทน (Thon): กลองหน้าเดียว ใช้ในวงเครื่องสาย ให้เสียงนุ่มนวล
รำมะนา (Rammana): กลองหน้าเดียว ใช้ในวงเครื่องสาย ตีคู่กับโทน
ฉิ่ง (Ching): เครื่องกำกับจังหวะหลัก ให้เสียง "ฉิ่ง" และ "ฉับ"
ฉาบ (Chab): เครื่องกำกับจังหวะ มีทั้งฉาบเล็กและฉาบใหญ่
กรับ (Krab): เครื่องกำกับจังหวะ มีทั้งกรับคู่และกรับพวง
โหม่ง (Mong): ฆ้องเดี่ยวขนาดใหญ่ ให้เสียงทุ้มกังวาน
เปิงมางคอก (Perng Mang Khok): กลองชุดมอญ ประกอบด้วยกลองหลายลูก ใช้ในวงปี่พาทย์มอญ
เครื่องเป่า (Krueang Pao): เครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงด้วยการเป่าลม
ปี่ใน (Pi Nai): ปี่ขนาดกลาง เสียงไพเราะนุ่มนวล เป็นปี่หลักในวงปี่พาทย์
ปี่นอก (Pi Nok): ปี่ขนาดเล็ก เสียงแหลม ใช้ในวงปี่พาทย์เครื่องคู่
ปี่กลาง (Pi Klang): ปี่ขนาดกลาง (ไม่นิยมเท่าปี่ใน)
ปี่ชวา (Pi Chawa): ปี่ที่ใช้ในวงปี่พาทย์นางหงส์และปี่พาทย์มอญ เสียงดังแหลม คมชัด
ปี่ไฉน (Pi Chanai): ปี่ขนาดเล็ก เสียงแหลม ใช้ในวงเครื่องสูง
ขลุ่ยเพียงออ (Khlui Phiang-or): ขลุ่ยขนาดกลาง เสียงมาตรฐาน เป็นขลุ่ยที่นิยมใช้มากที่สุด
ขลุ่ยหลิบ (Khlui Lib): ขลุ่ยขนาดเล็ก เสียงแหลม
ขลุ่ยอู้ (Khlui Oo): ขลุ่ยขนาดใหญ่ เสียงทุ้ม
2.2 วงดนตรีไทยประเภทต่างๆ:
วงปี่พาทย์ (Wong Piphat): วงดนตรีหลักของไทย ประกอบด้วยเครื่องตีและเครื่องเป่าเป็นหลัก ใช้ในพิธีการและประกอบการแสดง
ปี่พาทย์เครื่องห้า: วงปี่พาทย์ขนาดเล็กสุด ประกอบด้วย ระนาดเอก, ฆ้องวงใหญ่, ปี่ใน, ตะโพน, กลองทัด, ฉิ่ง
ปี่พาทย์เครื่องคู่: เพิ่มระนาดทุ้ม, ฆ้องวงเล็ก, ปี่นอก จากปี่พาทย์เครื่องห้า
ปี่พาทย์เครื่องใหญ่: เพิ่มระนาดเอกเหล็ก, ระนาดทุ้มเหล็ก จากปี่พาทย์เครื่องคู่
ปี่พาทย์ไม้นวม: ใช้ระนาดทุ้มเหล็กแทนระนาดเอกเหล็ก และใช้ปี่ในแทนปี่นอก (ในบางกรณี) เน้นเสียงนุ่มนวล เหมาะสำหรับบรรเลงในอาคาร
ปี่พาทย์ไม้แข็ง: ใช้ระนาดเอกเหล็กและปี่นอก เน้นเสียงกังวานและคมชัด เหมาะสำหรับบรรเลงกลางแจ้ง
ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์: วงปี่พาทย์ที่ปรับปรุงให้มีเสียงนุ่มนวลขึ้น ใช้ระนาดทุ้ม, ฆ้องหุ่ย, ซออู้, ขลุ่ยอู้
ปี่พาทย์นางหงส์: วงปี่พาทย์ที่ใช้ปี่ชวาและกลองมลายูแทนปี่ในและตะโพน/กลองทัด ใช้ในงานศพ
ปี่พาทย์มอญ: วงปี่พาทย์ที่มีเครื่องดนตรีมอญผสม เช่น ปี่มอญ, ฆ้องมอญ, เปิงมางคอก ใช้ในงานอวมงคล
วงเครื่องสาย (Wong Krueang Sai): วงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องดีดและเครื่องสีเป็นหลัก ให้เสียงไพเราะนุ่มนวล
เครื่องสายเครื่องเดี่ยว: ซอด้วง, ซออู้, จะเข้, ขลุ่ย, โทน, รำมะนา, ฉิ่ง
เครื่องสายเครื่องคู่: เพิ่มเครื่องดนตรีอีกชุด (ซอด้วงคู่, ซออู้คู่, จะเข้คู่, ขลุ่ยคู่)
เครื่องสายผสมปี่พาทย์: วงเครื่องสายที่เพิ่มเครื่องดนตรีจากวงปี่พาทย์ เช่น ระนาดเอก, ฆ้องวงใหญ่
เครื่องสายปี่ชวา: วงเครื่องสายที่ใช้ปี่ชวาแทนขลุ่ย
วงมโหรี (Wong Mahoree): วงดนตรีที่รวมเครื่องดนตรีจากวงปี่พาทย์และวงเครื่องสายเข้าด้วยกัน ให้ความไพเราะและสง่างาม
มโหรีเครื่องสี่: กระจับปี่, ซอสามสาย, โทน, รำมะนา (เป็นรูปแบบดั้งเดิม)
มโหรีเครื่องคู่: เพิ่มเครื่องดนตรีอีกชุด
มโหรีเครื่องใหญ่: เพิ่มเครื่องดนตรีอีกชุด
3. ศัพท์เกี่ยวกับเทคนิคการบรรเลง (ลูกไม้)
ลูกเก็บ (Look Kep): การบรรเลงที่ใช้โน้ตถี่ๆ สั้นๆ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของทำนองหลัก ให้เกิดความต่อเนื่องและไพเราะ
ลูกกรอ (Look Kror): การบรรเลงที่ใช้การกรอเสียงอย่างต่อเนื่องบนเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ระนาด) หรือสี (เช่น ซอ) ให้เกิดเสียงยาวและนุ่มนวล
ลูกรัว (Look Rua): การบรรเลงที่ใช้การรัวเสียงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วบนเครื่องดนตรี เพื่อสร้างความตื่นเต้นหรือเน้นเสียง
ลูกสะบัด (Look Sabat): การบรรเลงที่ใช้การสะบัดข้อมือให้เกิดเสียงรัวหรือเสียงที่พลิ้วไหวอย่างรวดเร็ว
ลูกโยน (Look Yon): การบรรเลงที่ใช้การโยนเสียงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างสีสันหรือความสนุกสนาน
ลูกฆ่า (Look Kha): การบรรเลงที่เน้นเสียงหนักเป็นพิเศษ หรือการหยุดเสียงอย่างกะทันหัน เพื่อสร้างความรู้สึกที่เด็ดขาด
ลูกลอย (Look Loy): การบรรเลงที่ใช้โน้ตยาวๆ หรือลากเสียง เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลายหรือล่องลอย
ลูกคั่น (Look Kan): การบรรเลงเพื่อคั่นระหว่างวรรคเพลง หรือระหว่างทำนองหลัก เพื่อให้เกิดความหลากหลาย
ลูกเหลื่อม (Look Leuam): การบรรเลงที่เสียงของเครื่องดนตรีสองชิ้นหรือมากกว่าเหลื่อมกันเล็กน้อย เพื่อสร้างความกลมกลืนหรือความไพเราะ
ลูกล้อ (Look Lor): การบรรเลงหรือร้องโต้ตอบกันระหว่างเครื่องดนตรีหรือนักร้องสองฝ่าย เพื่อสร้างความสนุกสนาน
ลูกขัด (Look Kud): การบรรเลงหรือร้องที่ขัดจังหวะหรือทำนองของอีกฝ่าย เพื่อสร้างความสนุกสนานหรือความตื่นเต้น (มักใช้คู่กับลูกล้อ)
ลูกเดี่ยว (Look Diao): การบรรเลงเดี่ยวของเครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง เพื่อแสดงความสามารถของผู้บรรเลง
ลูกคู่ (Look Koo): การร้องหรือบรรเลงรับกันของนักร้องหรือเครื่องดนตรีสองฝ่าย
เก็บ (Kep): การบรรเลงโน้ตถี่ๆ สั้นๆ อย่างต่อเนื่อง
โหย (Hoy): การบรรเลงหรือร้องที่ลากเสียงยาวอย่างโหยหวน แสดงความรู้สึกเศร้า
ครวญ (Kruan): การบรรเลงหรือร้องที่แสดงความเศร้าโศกเสียใจ
ประ (Pra): การบรรเลงที่เน้นเสียงหนักเป็นพิเศษ หรือการตีเน้นจังหวะ
สะเดาะ (Sador): การบรรเลงที่ใช้การดีดหรือตีอย่างรวดเร็วและกระชับ เพื่อให้เกิดเสียงที่ชัดเจน
4. ศัพท์เกี่ยวกับรูปแบบเพลงและโครงสร้าง
เพลงหน้าพาทย์ (Pleng Na Phat): เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาอาการของตัวละครในการแสดงโขน ละคร หรือใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ไม่มีการขับร้อง
โหมโรง (Hom Rong): เพลงที่ใช้บรรเลงก่อนเริ่มการแสดง เพื่อประกาศให้ทราบว่าการแสดงจะเริ่มขึ้น และเป็นการอัญเชิญครูบาอาจารย์
สาธุการ (Sathukan): เพลงหน้าพาทย์สำหรับเปิดพิธีมงคล หรือการแสดง เพื่ออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เชิด (Choet): เพลงหน้าพาทย์ประกอบการเดินทาง การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว หรือการต่อสู้
กราว (Krao): เพลงหน้าพาทย์ประกอบการยกทัพ การเดินทัพ หรือการเคลื่อนไหวของสัตว์
ตระ (Tra): เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการปรากฏตัวของตัวละครสำคัญ การแปลงกาย หรือการแสดงอิทธิฤทธิ์
รัว (Rua): เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบอารมณ์โกรธ ตกใจ หรือการต่อสู้ที่รุนแรง
โลม (Lom): เพลงหน้าพาทย์ประกอบการเกี้ยวพาราสี การแสดงความรัก
เสมอ (Samoe): เพลงหน้าพาทย์ประกอบการเดินธรรมดา หรือการเคลื่อนไหวที่ไม่เร่งรีบ
บาทสกุณี (Bat Sakunee): เพลงหน้าพาทย์ประกอบการเดินของสัตว์ปีก เช่น นก
ชุบ (Chup): เพลงหน้าพาทย์ประกอบการแปลงกาย หรือการเปลี่ยนร่าง
กลม (Klom): เพลงหน้าพาทย์ประกอบการเดินของตัวละครสำคัญ หรือการเคลื่อนไหวที่สง่างาม
เพลงเรื่อง (Pleng Rueang): เพลงชุดที่นำเพลงหลายๆ เพลงมารวมกันเป็นเรื่องราวต่อเนื่อง มักใช้ประกอบการแสดง
เพลงตับ (Pleng Tab): เพลงชุดที่นำเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันมารวมกัน โดยมีเพลงร้องเป็นหลัก และมีดนตรีบรรเลงสลับ
เพลงเถา (Pleng Tao): เพลงที่นำเพลงเดียวกันมาบรรเลงในอัตราจังหวะที่ต่างกัน คือ สามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว โดยมีทำนองหลักเดียวกันแต่มีการขยายและย่อทำนอง
เพลงเกร็ด (Pleng Kret): เพลงสั้นๆ ที่มีทำนองไพเราะและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักใช้บรรเลงคั่นหรือเป็นเพลงเดี่ยว
เพลงลูกบท (Pleng Look Bot): เพลงที่แต่งขึ้นใหม่โดยใช้ทำนองจากเพลงแม่บทเป็นพื้นฐาน แต่มีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติม
เพลงแม่บท (Pleng Mae Bot): เพลงต้นแบบที่ใช้เป็นพื้นฐานในการแต่งเพลงลูกบท หรือเป็นเพลงที่ใช้ในการฝึกหัด
เพลงสองชั้น (Pleng Song Chan): เพลงที่มีอัตราจังหวะปานกลาง เป็นอัตราจังหวะมาตรฐานของเพลงไทย
เพลงสามชั้น (Pleng Sam Chan): เพลงที่มีอัตราจังหวะช้าที่สุดในเพลงเถา ให้ความรู้สึกสงบและลึกซึ้ง
เพลงชั้นเดียว (Pleng Chan Diao): เพลงที่มีอัตราจังหวะเร็วที่สุดในเพลงเถา ให้ความรู้สึกคึกคักและเร้าใจ
เพลงลา (Pleng La): เพลงที่ใช้บรรเลงเพื่อจบการแสดง หรืออำลาผู้ชม
เพลงออก (Pleng Ork): เพลงที่ใช้บรรเลงเมื่อตัวละครออกจากการแสดง
เพลงเข้า (Pleng Khao): เพลงที่ใช้บรรเลงเมื่อตัวละครเข้าสู่การแสดง
เพลงร้อง (Pleng Rong): เพลงที่เน้นการขับร้องเป็นหลัก โดยมีดนตรีบรรเลงประกอบ
เพลงบรรเลง (Pleng Banleng): เพลงที่เน้นการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเป็นหลัก โดยไม่มีการขับร้อง
เพลงลูกหมด (Pleng Look Mod): เพลงสั้นๆ ที่มักบรรเลงต่อท้ายเพลงใหญ่ หรือใช้เป็นเพลงจบชุด มีลักษณะคึกคัก
เพลงโอด (Pleng Oad): เพลงที่ใช้แสดงความเศร้าโศกเสียใจ หรือความอาลัย
เพลงพัดชา (Pleng Phat Cha): เพลงที่ใช้ประกอบการรำพัดชา หรือการแสดงที่เกี่ยวข้องกับพัด
5. ศัพท์เกี่ยวกับจังหวะและอัตรา
จังหวะหน้าทับ (Jangwa Na Thap): จังหวะที่ตีด้วยเครื่องหนัง (ตะโพน, กลองทัด, โทน, รำมะนา) ซึ่งเป็นจังหวะหลักของเพลงไทย มีรูปแบบที่หลากหลาย
จังหวะฉิ่ง (Jangwa Ching): จังหวะที่ตีด้วยฉิ่ง ซึ่งเป็นจังหวะกำกับที่สำคัญที่สุดในดนตรีไทย ทำหน้าที่แบ่งวรรคตอนและควบคุมความเร็ว
หน้าทับ (Na Thap): รูปแบบจังหวะที่ตีด้วยเครื่องหนัง ซึ่งมีหลายรูปแบบตามลักษณะเพลงและอารมณ์
หน้าทับปรบไก่ (Na Thap Prob Kai): หน้าทับพื้นฐานที่ใช้ในเพลงทั่วไป มีลักษณะเรียบง่ายและสม่ำเสมอ
หน้าทับสองไม้ (Na Thap Song Mai): หน้าทับที่ใช้ในเพลงเร็ว ให้ความรู้สึกคึกคัก
หน้าทับสามไม้ (Na Thap Sam Mai): หน้าทับที่ใช้ในเพลงเร็วมาก หรือเพลงที่ต้องการความกระชับ
หน้าทับลาว (Na Thap Lao): หน้าทับที่มีสำเนียงและลีลาแบบลาว
หน้าทับมอญ (Na Thap Mon): หน้าทับที่มีสำเนียงและลีลาแบบมอญ
หน้าทับพม่า (Na Thap Phama): หน้าทับที่มีสำเนียงและลีลาแบบพม่า
หน้าทับแขก (Na Thap Khaek): หน้าทับที่มีสำเนียงและลีลาแบบแขก
หน้าทับตระ (Na Thap Tra): หน้าทับที่ใช้ในเพลงหน้าพาทย์ตระ
ลูกตก (Look Tok): การลงจังหวะสุดท้ายของวรรคเพลง หรือการจบวรรคเพลงที่ตรงกับเสียง "ฉิ่ง" เป็นจุดสำคัญในการแบ่งท่อนเพลง
ลูกยั่ว (Look Yua): การตีจังหวะที่เร้าใจ หรือการตีขัดจังหวะเพื่อสร้างความตื่นเต้นหรือสีสัน
ลูกส่ง (Look Song): การตีจังหวะเพื่อส่งให้เครื่องดนตรีอื่นบรรเลงต่อ หรือเพื่อเปลี่ยนทำนอง
ลูกรับ (Look Rub): การตีจังหวะเพื่อรับเครื่องดนตรีอื่นที่ส่งมา
จังหวะสามชั้น (Jangwa Sam Chan): จังหวะช้าที่สุดในเพลงเถา ให้ความรู้สึกสงบและลึกซึ้ง
จังหวะสองชั้น (Jangwa Song Chan): จังหวะปานกลางในเพลงเถา เป็นจังหวะที่ใช้บ่อยที่สุด
จังหวะชั้นเดียว (Jangwa Chan Diao): จังหวะเร็วที่สุดในเพลงเถา ให้ความรู้สึกคึกคักและเร้าใจ
6. ศัพท์เกี่ยวกับทำนองและเสียง
ทางใน (Tang Nai): ทำนองหลักของเพลงที่เครื่องดนตรีทุกชิ้นยึดเป็นแกนในการบรรเลง เป็นโครงสร้างพื้นฐาน
ทางนอก (Tang Nok): ทำนองที่บรรเลงเสริมหรือขยายจากทำนองหลัก (ทางใน) เพื่อเพิ่มความไพเราะและสีสัน โดยไม่ทิ้งทำนองหลัก
ลูกเอื้อน (Look Uean): เทคนิคการร้องที่ลากเสียงยาวและมีการสั่นสะเทือนของเสียงอย่างนุ่มนวล เพื่อสร้างความไพเราะและอารมณ์ เป็นเอกลักษณ์ของการขับร้องไทย
ลูกคอ (Look Kor): เทคนิคการร้องที่ใช้การสั่นคอให้เกิดเสียงที่ไพเราะและมีชีวิตชีวา คล้ายการสั่นสะเทือนของเสียง
ลูกเล่น (Look Len): เทคนิคหรือสำนวนพิเศษในการบรรเลงหรือร้องที่ผู้แสดงใช้เพื่อแสดงความสามารถหรือสร้างสีสันเฉพาะตัว
บันไดเสียง (Bandai Siang): สเกลเสียง หรือลำดับขั้นของเสียง
บันไดเสียงไทย: บันไดเสียง 7 เสียงเท่า (Equal-tempered 7-note scale) ซึ่งมีระยะห่างระหว่างเสียงเท่ากันหมด ทำให้มีสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์
บันไดเสียงสากล: บันไดเสียง 12 เสียง (Chromatic scale) ซึ่งมีระยะห่างระหว่างเสียงครึ่งเสียง
เสียงเอก (Siang Ek): เสียงหลัก หรือเสียงที่เด่นที่สุดในทำนอง หรือเสียงที่สูงที่สุดในเครื่องดนตรีบางชนิด
เสียงทุ้ม (Siang Thum): เสียงต่ำ
เสียงกลาง (Siang Klang): เสียงปานกลาง
เสียงแหลม (Siang Laem): เสียงสูง
เสียงประสาน (Siang Prasan): การบรรเลงหรือร้องหลายเสียงพร้อมกันเพื่อให้เกิดความกลมกลืนและไพเราะ
เสียงเพี้ยน (Siang Pian): เสียงที่ไม่ตรงกับระดับเสียงที่ถูกต้องตามมาตรฐาน หรือไม่ตรงกับเสียงที่ควรจะเป็น
7. ศัพท์เกี่ยวกับการแสดงและบทบาท
การบรรเลง (Karn Banleng): การเล่นดนตรีด้วยเครื่องดนตรี
การขับร้อง (Karn Kub Rong): การร้องเพลง
การประชัน (Karn Prachan): การแข่งขันดนตรีระหว่างวงดนตรีหรือนักดนตรี เพื่อแสดงความสามารถและเทคนิค
การเดี่ยว (Karn Diao): การบรรเลงเดี่ยวของเครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง เพื่อแสดงความสามารถของผู้บรรเลงอย่างเต็มที่
การรวมวง (Karn Ruam Wong): การบรรเลงร่วมกันเป็นวงดนตรี
การแปรวง (Karn Prae Wong): การเปลี่ยนรูปแบบวงดนตรี หรือการปรับเปลี่ยนเครื่องดนตรีในวง เพื่อให้เหมาะสมกับโอกาสหรือเพลง
การขึ้นเพลง (Karn Keun Pleng): การเริ่มบรรเลงเพลง
การลงเพลง (Karn Long Pleng): การจบเพลง
โขน (Khon): การแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย ที่รวมเอาดนตรี นาฏศิลป์ และวรรณคดีเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ละคร (Lakorn): การแสดงที่เล่าเรื่องราวผ่านบทบาทของตัวละคร โดยมีดนตรีประกอบเพื่อสร้างอารมณ์และบรรยากาศ
หุ่นกระบอก (Hoon Krabok): การแสดงหุ่นที่เชิดด้วยมือ โดยมีดนตรีบรรเลงประกอบการดำเนินเรื่อง
มโนราห์ (Manorah): การแสดงพื้นบ้านภาคใต้ที่มีดนตรีและนาฏศิลป์เป็นเอกลักษณ์ เล่าเรื่องราวตำนาน
หมอลำ (Mor Lam): การแสดงพื้นบ้านภาคอีสานที่มีการขับร้องและดนตรีประกอบ เล่าเรื่องราวและสะท้อนวิถีชีวิต
รำ (Ram): การแสดงนาฏศิลป์ไทยประเภทหนึ่ง ที่เน้นความอ่อนช้อยงดงาม
ฟ้อน (Fon): การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านภาคเหนือ ที่มีลีลาเฉพาะตัว
เซิ้ง (Serng): การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านภาคอีสาน ที่มีจังหวะสนุกสนาน คึกคัก
ครู (Kru): อาจารย์ผู้สอนดนตรี ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้
ศิษย์ (Sit): ลูกศิษย์ ผู้เรียนดนตรี
ไหว้ครู (Wai Kru): พิธีแสดงความเคารพครูบาอาจารย์ผู้สอนดนตรีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี


