หากถามนักดนตรีไทยว่ารูปแบบการประพันธ์เพลงแบบใดที่แสดงถึง "ความเป็นอัจฉริยะ" ของระบบดนตรีไทยได้ชัดเจนที่สุด คำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดคำตอบหนึ่งย่อมหนีไม่พ้น "เพลงเถา" เพราะเพลงเถาไม่ใช่เพียงบทเพลงหนึ่งบท หากแต่เป็นการนำทำนองหลักเดียวกันมา "แปรรูป" ให้กลายเป็นเพลงสามขนาดที่ยาวสั้นต่างกันอย่างเป็นระบบ แล้วบรรเลงเรียงต่อกันจากช้าไปเร็ว จากยาวไปสั้น ราวกับการชมภาพเดียวกันผ่านเลนส์สามระยะ ผู้ฟังที่เข้าใจหลักการนี้จะสามารถ "ตามทำนอง" ได้ตลอดทั้งเพลง และเกิดความเพลิดเพลินอีกชั้นหนึ่งจากการได้เห็นว่านักประพันธ์และนักดนตรีคลี่คลายทำนองเดียวกันออกมาได้อย่างไร
บทความนี้จะพาไปรู้จักเพลงเถาตั้งแต่รากฐานที่สุดคือเรื่อง "อัตราจังหวะ" อันเป็นหัวใจของการแบ่งชั้นเพลงไทย ไปจนถึงกระบวนการประพันธ์ ขนบการบรรเลง และตัวอย่างเพลงเถาชิ้นเอกที่อยู่คู่วงการดนตรีไทยมากว่าศตวรรษ
อัตราจังหวะ: กุญแจดอกแรกของการเข้าใจเพลงเถา
ดนตรีไทยจัดระเบียบความช้าเร็วของเพลงด้วยสิ่งที่เรียกว่า "อัตราจังหวะ" ซึ่งแบ่งออกเป็นสามระดับใหญ่ ได้แก่ อัตราสามชั้น อัตราสองชั้น และอัตราชั้นเดียว คำว่า "ชั้น" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเร็วของการตีโดยตรง หากแต่หมายถึง "ความยาวของทำนองต่อหนึ่งหน่วยจังหวะ" กล่าวคือ
- อัตราสองชั้น ถือเป็นอัตราพื้นฐานหรืออัตรากลาง เพลงไทยของเก่าสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ส่วนใหญ่อยู่ในอัตรานี้ ทำนองมีความยาวพอเหมาะ ฟังกระชับได้ใจความ
- อัตราสามชั้น เกิดจากการ "ขยาย" ทำนองสองชั้นออกไปเป็นสองเท่า ทำนองหนึ่งประโยคจึงยืดยาวขึ้น มีพื้นที่ให้นักดนตรีบรรจุลูกเล่น ลูกล้อลูกขัด และสำนวนเพลงที่วิจิตรพิสดารมากขึ้น เพลงสามชั้นจึงให้ความรู้สึกสง่างาม ลุ่มลึก และอวดฝีมือได้เต็มที่
- อัตราชั้นเดียว เกิดจากการ "ตัด" ทำนองสองชั้นลงครึ่งหนึ่ง เหลือแต่แก่นแท้ของทำนอง กระชับ รวดเร็ว คึกคัก มักใช้ในตอนท้ายของการบรรเลงเพื่อส่งความรู้สึกรื่นเริงหรือเร่งเร้า
เครื่องมือที่บอกอัตราจังหวะแก่ผู้ฟังได้ชัดเจนที่สุดคือ ฉิ่ง ในเพลงสามชั้น ระยะห่างระหว่างเสียง "ฉิ่ง" กับ "ฉับ" จะห่างที่สุด ในเพลงสองชั้นจะถี่ขึ้นเป็นเท่าตัว และในชั้นเดียวจะถี่ที่สุด นักฟังเพลงไทยที่ชำนาญเพียงหลับตาฟังเสียงฉิ่งไม่กี่วรรคก็สามารถบอกได้ทันทีว่าขณะนั้นเพลงดำเนินอยู่ในอัตราใด นอกจากฉิ่งแล้ว หน้าทับของเครื่องหนัง เช่น ตะโพนหรือสองหน้า ก็จะเปลี่ยนความยาวไปตามอัตราด้วยเช่นกัน
"เถา" คืออะไร และทำไมต้องเรียงจากใหญ่ไปเล็ก
คำว่า "เถา" ในภาษาไทยใช้เรียกสิ่งของชนิดเดียวกันที่มีขนาดลดหลั่นกันเป็นชุด เช่น ปิ่นโตเถาหนึ่งที่มีหลายชั้นซ้อนกัน หรือฆ้องเถาที่เรียงจากใบใหญ่ไปใบเล็ก เมื่อยืมมาใช้ในทางดุริยางคศิลป์ "เพลงเถา" จึงหมายถึงเพลงเรื่องเดียวกันที่บรรเลงครบทั้งสามอัตราเรียงต่อกันโดยไม่หยุดพัก เริ่มจากสามชั้น (ใหญ่และยาวที่สุด) ลดลงมาเป็นสองชั้น และจบด้วยชั้นเดียว (เล็กและสั้นที่สุด) เหมือนการไล่ขนาดของปิ่นโตจากชั้นบนสุดลงมาชั้นล่างสุดพอดี
การเรียงลำดับเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่สอดคล้องกับหลักสุนทรียะของการฟัง กล่าวคือเพลงเปิดตัวด้วยความสง่างามเยือกเย็นของสามชั้น ให้ผู้ฟังตั้งใจซึมซับทำนองอย่างเต็มอิ่ม จากนั้นสองชั้นจะพาทำนองเดิมกลับมาในรูปที่กระชับขึ้น ผู้ฟังเริ่มจับเค้าโครงได้และรู้สึกคุ้นเคย ก่อนที่ชั้นเดียวจะระเบิดความคึกคักส่งท้ายให้เพลงจบอย่างมีชีวิตชีวา อารมณ์ของผู้ฟังจึงถูกพาไล่ระดับจากสงบไปสู่เร้าใจอย่างเป็นธรรมชาติ
โดยขนบแล้ว เพลงเถาที่สมบูรณ์มักปิดท้ายด้วย "ลูกหมด" ซึ่งเป็นทำนองสั้น ๆ กระชับ บรรเลงต่อจากชั้นเดียวเพื่อประกาศว่าเพลงจบบริบูรณ์ เปรียบได้กับการลงลายมือชื่อกำกับท้ายผลงาน
กระบวนการประพันธ์: ขยายขึ้นและตัดลงอย่างมีศิลปะ
หัวใจของการแต่งเพลงเถาอยู่ที่การมีทำนองต้นแบบเสียก่อน ซึ่งส่วนใหญ่นักประพันธ์จะเลือกเพลงสองชั้นของเก่าที่มีทำนองงดงามเป็นทุนเดิม จากนั้นจึงดำเนินการสองทิศทาง
การขยายขึ้นเป็นสามชั้น
การขยายไม่ใช่การเล่นให้ช้าลงเฉย ๆ แต่เป็นการประพันธ์ทำนองขึ้นใหม่ให้ยาวเป็นสองเท่า โดยยึด "ลูกตก" หรือเสียงสำคัญท้ายวรรคของทำนองเดิมไว้เป็นหมุดหมาย เสียงลูกตกของสองชั้นตรงไหน สามชั้นก็ต้องตกเสียงเดียวกันตรงตำแหน่งที่สัมพันธ์กัน ส่วนพื้นที่ระหว่างหมุดหมายที่เพิ่มขึ้นมานั้น นักประพันธ์มีอิสระจะบรรจุสำนวนเพลงใหม่ ลูกล้อลูกขัดระหว่างเครื่องดนตรี หรือกลเม็ดทางเพลงอันเป็นลายเซ็นเฉพาะตัวลงไป ตรงนี้เองที่วัดชั้นเชิงของผู้แต่งว่าจะขยายได้อย่าง "แนบเนียนและมีรสมือ" เพียงใด
การตัดลงเป็นชั้นเดียว
ทิศทางตรงข้ามคือการตัดทำนองสองชั้นให้เหลือครึ่งเดียวโดยยังรักษาลูกตกและเค้าโครงสำคัญไว้ครบ ฟังแล้วต้องยังรู้ว่าเป็นเพลงเดียวกัน ไม่ใช่เพลงใหม่ การตัดที่ดีจึงเปรียบเหมือนการสเก็ตช์ภาพด้วยลายเส้นน้อยที่สุดแต่ยังคงเห็นหน้าตาของแบบชัดเจน
เมื่อได้ครบทั้งสามอัตราแล้ว นักประพันธ์ยังต้องเกลาให้รอยต่อระหว่างชั้นไหลลื่น การเปลี่ยนอัตราจะเกิดตรงท้ายเที่ยวเพลงพอดี โดยฉิ่งและหน้าทับจะปรับความถี่ขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งวงเคลื่อนไปพร้อมกันอย่างไม่มีสะดุด ความพร้อมเพรียงตรงรอยต่อนี้ถือเป็นจุดวัดความสามารถของวงดนตรีเลยทีเดียว
ยุคทองของเพลงเถา
แม้หลักการขยายและตัดทำนองจะมีมาแต่โบราณ แต่เพลงเถาในฐานะรูปแบบที่นิยมแพร่หลายนั้นเบ่งบานเต็มที่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถือเป็นยุคทองของการประพันธ์เพลงไทย ปัจจัยสำคัญคือความนิยม "การขับเสภา" และ "วงปี่พาทย์เสภา" ที่ต้องการเพลงรับร้องยาว ๆ หลายอัตรา ประกอบกับการประชันวงปี่พาทย์ที่ผลักดันให้ครูดนตรีแต่ละสำนักเร่งสร้างสรรค์เพลงใหม่อวดฝีมือกัน เพลงสองชั้นของเก่านับร้อยเพลงจึงถูกนำมาขยายเป็นสามชั้นและตัดเป็นชั้นเดียวจนครบเถาในช่วงเวลานี้เป็นจำนวนมาก
นักประพันธ์คนสำคัญของยุคล้วนฝากเพลงเถาไว้เป็นมรดก ไม่ว่าจะเป็นครูช้อย สุนทรวาทิน, พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์), จางวางทั่ว พาทยโกศล และหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ผู้ได้ชื่อว่าแต่งเพลงเถาไว้มากที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรีไทย แม้แต่พระมหากษัตริย์อย่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ก็ทรงพระราชนิพนธ์เพลงเถาอันเลื่องชื่ออย่าง "ราตรีประดับดาวเถา" ด้วยพระองค์เอง อันแสดงให้เห็นว่าการแต่งเพลงเถาคือเครื่องพิสูจน์ภูมิรู้ทางดนตรีอันเป็นที่ยอมรับสูงสุดอย่างหนึ่งของยุคสมัย
เพลงเถาชิ้นเอกที่ควรรู้จัก
- ราตรีประดับดาวเถา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 7 ทำนองอ่อนหวานเยือกเย็นราวท้องฟ้ายามค่ำ มีบทร้องพรรณนาความงามของราตรี เป็นเพลงเถาที่ถูกนำมาบรรเลงและขับร้องบ่อยที่สุดเพลงหนึ่ง
- แสนคำนึงเถา ผลงานของหลวงประดิษฐไพเราะ ทำนองครวญหวนกินใจ สื่ออารมณ์คิดถึงอาลัยได้อย่างลึกซึ้ง นิยมใช้ทดสอบฝีมือนักร้องเพลงไทยมาทุกยุค
- โสมส่องแสงเถา ทำนองนุ่มนวลสว่างไสวดั่งแสงจันทร์ เป็นอีกเพลงที่แสดงศิลปะการขยายทำนองได้งดงามแนบเนียน
- สุดสงวนเถา เพลงสำเนียงหวานที่มีลูกล้อลูกขัดสนุกสนานแทรกอยู่ นิยมใช้ทั้งบรรเลงรับร้องและเดี่ยวอวดฝีมือ
- พม่าห้าท่อนเถา เพลงสำเนียงพม่าขนาดยาวห้าท่อน โครงสร้างซับซ้อน ถือเป็นบททดสอบความแม่นทำนองของทั้งวง
- เขมรพวงเถา เพลงสำเนียงเขมรอันอ่อนช้อย ที่ครูดนตรีหลายสำนักต่างมี "ทาง" ของตนเอง ทำให้ฟังเปรียบเทียบกันได้ไม่รู้เบื่อ
รายชื่อข้างต้นเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของคลังเพลงเถาซึ่งมีอยู่หลายร้อยเพลง แต่ก็เพียงพอจะเป็นประตูบานแรกให้ผู้เริ่มฟังได้สัมผัสความหลากหลายของอารมณ์และสำเนียง
ฟังเพลงเถาอย่างไรให้สนุก
สำหรับผู้ฟังทั่วไป เทคนิคการฟังเพลงเถาให้ได้อรรถรสมีดังนี้
- จับเสียงฉิ่งเป็นเข็มทิศ สังเกตระยะห่างของ "ฉิ่ง–ฉับ" เมื่อใดที่ถี่ขึ้นเท่าตัว แปลว่าเพลงเปลี่ยนชั้นแล้ว การรู้ตำแหน่งของตนเองในเพลงทำให้การฟังไม่หลงทาง
- จำทำนองท่อนแรกของสามชั้นให้ได้ เพราะทำนองนี้จะกลับมาอีกสองครั้งในรูปย่อส่วน ความสนุกอยู่ที่การได้ทายว่า "ประโยคนี้ในสองชั้นจะเหลือเท่าไร"
- ฟังลูกตกท้ายวรรค เสียงตกท้ายวรรคของทุกชั้นจะตรงกัน นี่คือโครงกระดูกของเพลงที่ไม่เปลี่ยนแม้เนื้อหนังจะเปลี่ยนไป
- สังเกตบทร้องสลับรับ เพลงเถาส่วนใหญ่บรรเลงสลับกับการขับร้อง ("ร้องส่ง–ดนตรีรับ") เนื้อร้องมักคัดจากวรรณคดี ยิ่งรู้ที่มาของบทยิ่งอิน
- รอฟังลูกหมด ท้ายชั้นเดียวจะมีทำนองสั้น ๆ คึกคักปิดเพลง ถือเป็นของหวานส่งท้ายที่พลาดไม่ได้
เพลงเถาในวันนี้
ทุกวันนี้เพลงเถายังคงเป็นหลักสูตรบังคับของผู้เรียนดนตรีไทยขั้นสูง เป็นรายการหลักของการบรรเลงในงานมงคล งานประกวด และการสอบเดี่ยวเครื่องดนตรี ขณะเดียวกันนักดนตรีรุ่นใหม่ก็นำเพลงเถามาตีความใหม่ ทั้งการเรียบเรียงร่วมกับเครื่องดนตรีสากล การทำวิดีโอวิเคราะห์โครงสร้างเพลงเผยแพร่ทางออนไลน์ และการใช้ซอฟต์แวร์ดนตรีจำลองเสียงวงปี่พาทย์เพื่อศึกษาการขยาย–ตัดทำนองอย่างเป็นระบบ องค์ความรู้ที่เคยส่งต่อกันเฉพาะในสำนักดนตรีจึงค่อย ๆ เปิดกว้างสู่สาธารณะมากขึ้น
เพลงเถาจึงไม่ใช่เพียงรูปแบบเพลงเก่าแก่ หากคือบทพิสูจน์ว่าดนตรีไทยมีระบบคิดเชิงโครงสร้างที่ประณีตลึกซึ้ง การนำทำนองเดียวมาแปรรูปสามขนาดโดยยังรักษาวิญญาณของเพลงไว้ครบถ้วน คือศิลปะที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และรสนิยมอันสูงส่ง สมกับที่คนดนตรียกย่องให้การแต่งเพลงเถาเป็นเกียรติยศสูงสุดอย่างหนึ่งของนักประพันธ์เพลงไทยมาจนทุกวันนี้
ศัพท์น่ารู้ประจำบทความ
- อัตราจังหวะ ระดับความยาวสั้นของทำนองต่อหน่วยจังหวะ แบ่งเป็นสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว
- เที่ยว การบรรเลงทำนองหนึ่งรอบ เพลงไทยมักบรรเลงท่อนละสองเที่ยวก่อนขึ้นท่อนใหม่
- ลูกตก เสียงสำคัญท้ายวรรคหรือท้ายประโยคเพลงที่เป็นหมุดหมายของโครงสร้าง การขยายหรือตัดทำนองต้องรักษาลูกตกให้ตรงตำแหน่งเสมอ
- ลูกล้อลูกขัด กลวิธีให้เครื่องดนตรีสองกลุ่มบรรเลงโต้ตอบกัน "ล้อ" คือเลียนซ้ำกัน "ขัด" คือสวนต่างกัน เป็นเครื่องปรุงยอดนิยมของเพลงสามชั้น
- ลูกหมด ทำนองสั้นกระชับที่บรรเลงต่อท้ายชั้นเดียวเพื่อปิดเพลงเถาอย่างสมบูรณ์
- ทาง สำนวนทำนองเฉพาะของแต่ละเครื่องดนตรี แต่ละครู หรือแต่ละสำนัก เพลงเดียวกันอาจมีหลายทางที่ไพเราะต่างกันคนละแบบ
- ร้องส่ง การขับร้องเพลงให้วงดนตรีบรรเลงรับสลับกันไปทีละท่อน เป็นรูปแบบมาตรฐานของการบรรเลงเพลงเถา
คำถามที่พบบ่อยเรื่องเพลงเถา
ถาม: เพลงเถากับเพลงสามชั้นต่างกันอย่างไร?
ตอบ: เพลงสามชั้นคือเพลงที่บรรเลงในอัตราสามชั้นอัตราเดียวจบ ส่วนเพลงเถาต้องบรรเลงครบทั้งสามอัตราเรียงต่อกันในคราวเดียว คือสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว เพลงสามชั้นจำนวนมากเป็น "ส่วนหนึ่ง" ของเพลงเถา เมื่อนำมาบรรเลงเฉพาะอัตราเดียวก็เรียกตามอัตรานั้น
ถาม: ฟังอย่างไรจึงจะรู้ว่าเพลงเปลี่ยนชั้นแล้ว?
ตอบ: วิธีง่ายที่สุดคือฟังเสียงฉิ่ง เมื่อคู่เสียง "ฉิ่ง–ฉับ" ถี่ขึ้นเป็นเท่าตัวโดยที่ความเร็วโดยรวมของเพลงไม่ได้เร่งขึ้นมาก แสดงว่าเพลงลดชั้นลงแล้ว อีกสัญญาณคือหน้าทับกลองที่หดสั้นลงและทำนองที่กระชับขึ้นอย่างรู้สึกได้
ถาม: ทำไมเพลงเถาส่วนใหญ่จึงมีชื่อลงท้ายว่า "เถา"?
ตอบ: เป็นธรรมเนียมการตั้งชื่อเพื่อบอกรูปแบบการบรรเลง เช่น "แสนคำนึงเถา" หมายถึงเพลงแสนคำนึงฉบับบรรเลงครบสามอัตรา หากบรรเลงเฉพาะบางอัตราจะเรียกว่า "แสนคำนึง สามชั้น" หรือ "แสนคำนึง สองชั้น" แทน
ถาม: เพลงเถาทุกเพลงต้องมีคนร้องหรือไม่?
ตอบ: ไม่จำเป็น เพลงเถาบรรเลงล้วนก็ได้ แต่รูปแบบที่นิยมที่สุดคือการร้องส่งสลับกับดนตรีรับ เพราะเปิดโอกาสให้ได้ชื่นชมทั้งศิลปะการขับร้องเอื้อนและฝีมือการบรรเลงในเพลงเดียวกัน
ถาม: ผู้เริ่มต้นควรฟังเพลงเถาเพลงใดก่อน?
ตอบ: แนะนำเริ่มที่ราตรีประดับดาวเถา เพราะทำนองติดหูและหาฟังฉบับบันทึกเสียงคุณภาพดีได้ง่าย ตามด้วยแสนคำนึงเถาและโสมส่องแสงเถา เมื่อหูเริ่มจับโครงสร้างได้แล้วจึงขยับไปเพลงที่ซับซ้อนอย่างพม่าห้าท่อนเถา จะได้อรรถรสเต็มที่
ถาม: การเล่นเพลงเถาถือเป็นการสอบวัดฝีมือจริงหรือ?
ตอบ: จริง ทั้งในความหมายจารีตและปัจจุบัน หลักสูตรดนตรีไทยระดับสูงทั่วประเทศกำหนดเพลงเถาเป็นเพลงบังคับสอบ เพราะการบรรเลงครบเถาพิสูจน์ทั้งความแม่นทำนองสามอัตรา ความเข้าใจโครงสร้าง ความพร้อมเพรียงกับวง และความอึดของสมาธิในเพลงยาวต่อเนื่องกว่าสิบนาที


