เสียงปี่แตรเศร้าสร้อยกับฆ้องกังวานลึกที่ลอยมาจากศาลาวัดยามมีงานศพ คือหนึ่งในเสียงที่คนไทยภาคกลางรู้จักดีที่สุดโดยไม่ต้องมีใครสอน นั่นคือเสียงของ วงปี่พาทย์มอญ วงดนตรีที่ข้ามพรมแดนชาติพันธุ์มาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมไทยอย่างแนบแน่นที่สุด ทว่าเบื้องหลังภาพจำ "ดนตรีงานศพ" คือประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของชนชาติที่เคยเป็นครูวัฒนธรรมของภูมิภาค และคลังดนตรีที่กว้างไกลกว่าความโศกมากนัก บทความนี้จะพาผู้อ่านรู้จักวงปี่พาทย์มอญทั้งในมิติเครื่องดนตรี ประวัติศาสตร์ และความหมายทางสังคม

มอญ: ครูวัฒนธรรมแห่งอุษาคเนย์ตอนบน

ชนชาติมอญ (รามัญ) คือเจ้าของอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของภูมิภาค อาณาจักรมอญโบราณในลุ่มน้ำอิรวดี-สาละวินคือผู้รับพุทธศาสนาเถรวาทรุ่นแรกและส่งต่อให้ทั้งพม่าและไทย ตัวอักษร ศิลปะ สถาปัตยกรรม และดนตรีของมอญล้วนเป็นแม่แบบที่เพื่อนบ้านหยิบยืม เมื่ออาณาจักรมอญล่มสลายลงจากสงครามกับพม่า ชาวมอญจำนวนมหาศาลอพยพเข้าสู่สยามหลายระลอกตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ ราชสำนักสยามต้อนรับในฐานะพันธมิตรทางวัฒนธรรมและกำลังพล ให้ตั้งถิ่นฐานตามลุ่มเจ้าพระยา เช่น ปทุมธานี นนทบุรี พระประแดง และลุ่มแม่กลองที่ราชบุรี ชุมชนเหล่านี้นำดุริยางค์ประจำชาติของตนมาด้วยครบชุด นั่นคือจุดเริ่มของปี่พาทย์มอญบนแผ่นดินไทย

องค์ประกอบวง: สามเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน

วงปี่พาทย์มอญมีโครงสร้างหน้าที่คล้ายปี่พาทย์ไทย (เครื่องนำทำนอง เครื่องถือแม่บท เครื่องหนัง เครื่องกำกับจังหวะ) แต่ตัวเครื่องมีเอกลักษณ์เฉพาะสามชิ้นเด่น

  • ฆ้องมอญวง ร้านฆ้องโค้งตั้งสูงรูปเกือกม้าแกะสลักปิดทองประดับกระจกวิจิตร ลูกฆ้อง 15 ลูกไล่จากยอดลงสองข้าง ผู้ตีนั่งกลางเอื้อมตีรอบทิศ ทำหน้าที่ถือทำนองหลักของวง ความงามทางประติมากรรมของมันทำให้วงมอญเป็นประธานทางสายตาของงานเสมอ
  • ปี่มอญ ปี่ลิ้นขนาดใหญ่ที่สุดในตระกูลปี่ของภูมิภาค เลาปี่ยาว ปลายสวมลำโพงโลหะบานกว้าง เสียงจึงต่ำลึก กังวานไกล และโหยหวนอย่างหาเครื่องใดเทียบ นี่คือเสียงเอกลักษณ์ที่คนไทยจดจำเป็น "เสียงมอญ" มากที่สุด
  • ตะโพนมอญและเปิงมางคอก ตะโพนมอญใหญ่กว่าตะโพนไทย เสียงลึกก้อง ส่วนเปิงมางคอกคือชุดกลองเล็กเจ็ดลูกแขวนเรียงรอบคอกไม้โค้ง ผู้ตีนั่งกลางคอกไล่เสียงเป็นทำนองจังหวะได้รอบตัว การผสมเสียงกลองเจ็ดระดับนี้ให้สีสันจังหวะที่ปี่พาทย์ไทยไม่มี

เครื่องที่เหลือ เช่น ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง ใช้ร่วมแบบแผนเดียวกับวงไทย วงมอญขนาดมาตรฐานจึงเป็นลูกผสมที่ลงตัวระหว่างแกนมอญกับโครงไทย สะท้อนการอยู่ร่วมกันของสองวัฒนธรรมมาหลายชั่วอายุคน

สำเนียงมอญ: ระบบเสียงที่หูไทยแยกออกทันที

ดนตรีมอญมีสำเนียงเฉพาะที่เกิดจากการเลือกใช้กลุ่มเสียงและทางเดินทำนองต่างจากเพลงไทยแท้ เพลงสำเนียงมอญนิยมช่วงเสียงและลูกจบวรรคแบบเฉพาะที่ให้อารมณ์ขรึมลึก แม้ผู้ฟังทั่วไปอธิบายทฤษฎีไม่ได้ก็สัมผัสได้ว่า "นี่คือเพลงมอญ" ภายในไม่กี่วรรค คลังเพลงมอญในไทยมีทั้งเพลงมอญแท้ที่สืบจากชุมชนรามัญ และเพลงสำเนียงมอญที่ครูไทยแต่งขึ้นใหม่ เช่น เพลงตระกูล "มอญ" ทั้งหลายในสารบบเพลงไทย รวมถึงเพลงประกอบพิธีเฉพาะทางอย่างเพลงประจำวัดประจำงานที่แต่ละท้องถิ่นถือสืบกันมา

จาก "ดนตรีครบวงจรชีวิต" สู่ "ดนตรีงานศพ" ของไทย

ข้อเท็จจริงที่ควรย้ำคือ ในวัฒนธรรมมอญเอง ปี่พาทย์มอญบรรเลงครบทุกวาระของชีวิต ทั้งงานบุญ งานบวช งานสมโภช และงานศพ ไม่ได้ผูกกับความตายแต่อย่างใด การกลายเป็นดนตรีงานอวมงคลเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยผ่านกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่พอสรุปได้สามชั้น

  1. ความประทับใจของราชสำนัก เสียงปี่มอญและฆ้องมอญอันขรึมลึกต้องพระราชหฤทัยและรสนิยมชนชั้นนำสยามว่าเหมาะกับบรรยากาศไว้อาลัยอันสง่างาม จึงเริ่มมีการใช้วงมอญประโคมในงานพระศพและงานศพขุนนางเป็นเกียรติยศ
  2. การเลียนแบบทางสังคม เมื่อวังใช้ ราษฎรก็ใช้ตาม การมีวงมอญในงานศพกลายเป็นเครื่องหมายของงานที่สมเกียรติ ความต้องการจ้างวงมอญจึงพุ่งเฉพาะทางงานอวมงคล
  3. กลไกตลาดของวงดนตรี วงปี่พาทย์ทั้งไทยและมอญปรับตัวตามงานที่มี วงจำนวนมากหันมาถือเพลงมอญสายพิธีศพเป็นวิชาชีพหลัก ยิ่งตอกย้ำภาพจำต่อสาธารณะรุ่นแล้วรุ่นเล่า

ผลคือภายในราวหนึ่งศตวรรษ "ปี่พาทย์มอญ = งานศพ" ฝังแน่นในการรับรู้ของคนไทยภาคกลาง ทั้งที่ชุมชนมอญแท้หลายแห่งยังคงใช้วงมอญในงานมงคลของตนตามเดิม กรณีนี้คือตัวอย่างชั้นครูของการที่ "ความหมาย" ของดนตรีถูกประกอบสร้างโดยสังคมผู้ใช้ มิใช่ธรรมชาติของตัวเสียง

เพลงชุดสำคัญและธรรมเนียมการประโคม

ในบริบทงานอวมงคล วงมอญมีแบบแผนการบรรเลงเป็นระบบ ตั้งแต่การประโคมรับศพ การบรรเลงประจำยามระหว่างสวดพระอภิธรรม จนถึงการประโคมส่งในวันฌาปนกิจ เพลงชุดสำคัญที่รู้จักกันกว้างขวางคือ เพลงประจำวัด และชุด มอญร้องไห้ อันเป็นเพลงพรรณนาความอาลัยที่มีทั้งฉบับบรรเลงและฉบับมีบทร้อง ชื่อ "มอญร้องไห้" ยังกลายเป็นสำนวนไทยที่ใช้เรียกการคร่ำครวญยืดยาว สะท้อนว่าดนตรีชุดนี้ฝังลึกในภาษาและความคิดของผู้คนเพียงใด ธรรมเนียมสำคัญอีกอย่างคือการบรรเลงเพลงเฉพาะกาลตามลำดับพิธี ซึ่งนักดนตรีมอญอาชีพต้องแม่นยำทั้งเพลงและจังหวะพิธีกรรมไปพร้อมกัน

วงมอญวันนี้: มรดกสองแผ่นดิน

ปัจจุบันวงปี่พาทย์มอญยังคงเป็นวิชาชีพดนตรีที่มีงานสม่ำเสมอที่สุดสายหนึ่งของไทย ชุมชนเชื้อสายมอญอย่างพระประแดง ปากเกร็ด สามโคก และบ้านโป่ง ยังรักษาสายวงและงานช่างเครื่องมอญไว้เข้มแข็ง มีการประกวดปี่พาทย์มอญระดับชาติ การวิจัยร่วมไทย-มอญ และการแลกเปลี่ยนกับชุมชนมอญในเมียนมาที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่เชื้อสายมอญก็เริ่มทวงคืนความหมายดั้งเดิม ด้วยการนำวงมอญกลับไปบรรเลงในงานมงคลและเทศกาลวัฒนธรรมของชุมชน เพื่อบอกสังคมไทยว่าดนตรีของบรรพชนพวกเขาคือดนตรีแห่งชีวิตทั้งชีวิต มิใช่เพียงเสียงแห่งการจากลา

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • รามัญ ชื่อทางการของชนชาติมอญในเอกสารไทย
  • ฆ้องมอญวง ฆ้องราวโค้งตั้งแนวดิ่ง 15 ลูก เครื่องถือทำนองหลักของวงมอญ
  • เปิงมางคอก ชุดกลองเจ็ดลูกแขวนรอบคอกไม้ ไล่เสียงเป็นทำนองจังหวะ
  • เพลงประจำวัด เพลงชุดพิธีของวงมอญที่บรรเลงประจำยามในงานศพ
  • มอญร้องไห้ เพลงพรรณนาความอาลัยอันเป็นที่รู้จักที่สุดของสายมอญ จนกลายเป็นสำนวนไทย
  • การประโคม การบรรเลงตามวาระพิธีเพื่อประกาศเกียรติยศและขั้นตอนของงาน

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. เหตุใดจึงกล่าวว่ามอญเป็น "ครูวัฒนธรรม" ของไทย?
เพราะมอญคือผู้ส่งต่อพุทธศาสนาเถรวาท ระบบอักษร ศิลปะ และแบบแผนดุริยางค์รุ่นแรกให้อาณาจักรไทยยุคก่อตัว อิทธิพลเหล่านี้ฝังในรากวัฒนธรรมไทยลึกจนแยกไม่ออก การศึกษาดนตรีมอญจึงเป็นการศึกษารากของดนตรีไทยไปพร้อมกัน

2. อะไรทำให้เสียงปี่มอญโหยหวนต่างจากปี่ไทย?
ขนาดเลาที่ยาวใหญ่ให้ความถี่พื้นต่ำกว่า และลำโพงโลหะปลายเลาที่ขยายและแต่งสีเสียงให้ก้องกว้าง ประกอบกับทางเป่าสำเนียงมอญที่เอื้อนช้าลึก สามปัจจัยนี้รวมกันเป็นเสียงครวญอันเป็นลายเซ็นของวงมอญ

3. กระบวนการที่วงมอญกลายเป็นดนตรีงานศพไทยสอนอะไรเรื่องความหมายของดนตรี?
สอนว่าความหมายไม่ได้อยู่ในตัวโน้ตแต่อยู่ที่การใช้ สังคมผู้รับสามารถตีกรอบความหมายใหม่ให้ดนตรีต่างวัฒนธรรมได้อย่างสิ้นเชิงภายในไม่กี่ชั่วอายุคน ผู้ศึกษาดนตรีจึงต้องศึกษาประวัติการใช้งานควบคู่ตัวบทเพลงเสมอ

4. วงปี่พาทย์มอญในไทยกับในเมียนมาต่างกันหรือไม่?
ต่างกันตามเส้นทางประวัติศาสตร์ วงมอญในไทยผสานโครงสร้างปี่พาทย์ไทยและรับใช้บริบทพิธีไทยมากว่าสองศตวรรษ ขณะที่ดนตรีมอญในรัฐมอญเมียนมาพัฒนาไปตามบริบทของตน การเทียบสองสายนี้คือหัวข้อวิจัยที่ช่วยฉายภาพว่าดนตรีพลัดถิ่นปรับตัวอย่างไรเมื่อรากกับกิ่งอยู่คนละแผ่นดิน

5. เราควรฟังวงมอญอย่างไรให้พ้นจากภาพจำเรื่องความโศก?
เริ่มจากฟังในบริบทอื่น เช่น การประกวด งานเทศกาลชุมชนมอญ หรือบันทึกการแสดงเชิงวัฒนธรรม แล้วตั้งใจฟังความอลังการของฆ้องมอญ ลูกเล่นเปิงมางคอก และชั้นเชิงปี่มอญในเพลงเร็ว จะพบว่าวงมอญมีทั้งความสง่า ความสนุก และพลัง ครบเครื่องอย่างยิ่ง ความโศกเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของมันที่ประวัติศาสตร์ไทยเลือกหยิบมาใช้บ่อยที่สุดเท่านั้นเอง


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา