ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่จะเริ่ม วงออร์เคสตราตะวันตกมี "โอเวอร์เจอร์" ก่อนมวยคู่เอกจะชก มีการไหว้ครูร่ายรำ และก่อนการบรรเลงหรือการแสดงใหญ่ของไทยจะเปิดฉาก วงปี่พาทย์จะลั่นเพลงชุดหนึ่งที่เรียกว่า "โหมโรง" เสียงระนาดฆ้องกลองที่ประโคมขึ้นนี้ไม่ใช่แค่การวอร์มวงหรือฆ่าเวลารอผู้ชม หากแต่เป็นพิธีกรรมทางเสียงที่มีความหมายลึกซึ้ง มีโครงสร้างแบบแผนเคร่งครัด และมีประวัติยาวนานหลายร้อยปี คำว่า "โหมโรง" ทุกวันนี้ยังขยายความหมายไปสู่ภาษาไทยทั่วไป ใช้เรียกการเกริ่นนำก่อนเหตุการณ์สำคัญใด ๆ และเป็นชื่อภาพยนตร์ไทยอันโด่งดังที่ปลุกกระแสดนตรีไทยทั้งประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2547 มาแล้ว
โหมโรงคืออะไร ทำไมต้องโหม
คำว่า "โหม" หมายถึงการระดมหรือประโคมพร้อมกันอย่างเต็มกำลัง "โรง" คือโรงพิธีหรือโรงมหรสพ โหมโรงจึงหมายถึงการประโคมดนตรีเปิดโรง ซึ่งทำหน้าที่หลายประการพร้อมกัน
ประการแรกคือ การบูชาและอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพลงชุดโหมโรงเปิดด้วยเพลง "สาธุการ" อันเป็นเพลงหน้าพาทย์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเพลงหนึ่ง ถือเป็นการน้อมไหว้พระรัตนตรัย เทพเทวดา และครูบาอาจารย์ ขออนุญาตเปิดงานอย่างเป็นทางการ ประการที่สองคือ การประกาศข่าว ในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์หรือโปสเตอร์ เสียงปี่พาทย์โหมโรงที่ดังไปไกลหลายกิโลเมตรคือสัญญาณบอกชาวบ้านว่างานเริ่มแล้ว เจ้าภาพจัดงานที่ไหน ใครได้ยินก็รู้ทางมา ประการที่สามคือ การอวดฝีมือวง โหมโรงคือช่วงเวลาที่วงดนตรีแสดงศักยภาพเต็มที่โดยไม่ต้องรอผู้แสดง ช่วงนี้เองที่นักระนาดจะปล่อยของ และผู้ฟังที่รู้ทางจะประเมินได้ทันทีว่าวงนี้ฝีมือระดับใด
โหมโรงเช้า–โหมโรงเย็น: มหากาพย์เพลงชุดของงานพิธี
ในงานพิธีใหญ่ตามประเพณี เช่น งานบวช งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ หรืองานฉลองวัด ที่มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ข้ามวัน วงปี่พาทย์จะบรรเลงโหมโรงสองชุดตามเวลา ได้แก่ โหมโรงเย็น บรรเลงในเย็นวันสวดมนต์ และ โหมโรงเช้า บรรเลงเช้าวันเลี้ยงพระ แต่ละชุดประกอบด้วยเพลงหน้าพาทย์หลายเพลงร้อยเรียงต่อกันตามลำดับที่ตายตัว เริ่มจากเพลงสาธุการเสมอ แล้วดำเนินผ่านเพลงสำคัญ เช่น ตระ รัวสามลา เข้าม่าน ปฐม และลา ไล่ไปจนจบชุด ซึ่งกินเวลาร่วมชั่วโมง
เพลงแต่ละเพลงในชุดล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ บ้างสื่อการอัญเชิญเทวดาลงสู่มณฑลพิธี บ้างสื่อการถวายเครื่องสักการะ บ้างสื่อการเสด็จกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นักดนตรีโบราณถือว่าการบรรเลงโหมโรงคือการประกอบพิธีกรรมด้วยเสียงแทนคำสวด ผู้บรรเลงต้องแต่งกายสุภาพ จุดธูปเทียนบูชาครูก่อนเริ่ม และบรรเลงด้วยความสำรวมเคารพตลอดชุด ธรรมเนียมนี้ยังปฏิบัติกันในวงปี่พาทย์สายจารีตจนปัจจุบัน แม้ในงานสมัยใหม่หลายแห่งจะย่นย่อชุดเพลงลงตามเวลาที่จำกัดก็ตาม
โหมโรงเสภา: ต้นทางของเพลงโหมโรงคอนเสิร์ต
อีกตระกูลหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ โหมโรงเสภา ซึ่งพัฒนาขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์คู่กับความนิยมขับเสภา การขับเสภาคือมหรสพยอดฮิตของยุค ที่นักขับเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผนด้วยกลอนสดพร้อมกรับขยับจังหวะ สลับกับวงปี่พาทย์บรรเลงรับ ก่อนการขับจะเริ่มในค่ำคืนนั้น วงปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงโหมโรงเฉพาะกิจหนึ่งเพลงเพื่อเรียกแขกและตั้งสมาธิวง
จากธรรมเนียมนี้เอง ครูดนตรีจึงเริ่มประพันธ์ "เพลงโหมโรง" เดี่ยว ๆ ขึ้นเป็นเอกเทศ โดยนิยมนำทำนองเพลงมงคลของเก่ามาขยายแต่งเติมแล้วลงจบด้วยท้ายเพลงแบบเฉพาะที่เรียกว่าลงเพลง "วา" อันเป็นสัญญาณว่าโหมโรงจบพร้อมเข้าสู่รายการ เพลงโหมโรงตระกูลนี้มีผู้แต่งไว้มากมายหลายสิบเพลง หลายเพลงกลายเป็นเพชรน้ำเอกของวงการ เช่น โหมโรงไอยเรศอันสง่างาม โหมโรงมะลิเลื้อยอันอ่อนหวาน รวมถึงโหมโรงที่แต่งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่สถาบันและวาระพิเศษต่าง ๆ ซึ่งยังมีการแต่งเพิ่มเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นตระกูลเพลงที่ "ยังมีชีวิต" เติบโตต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง
กายวิภาคของเพลงโหมโรงเสภา
เพลงโหมโรงเสภาที่สมบูรณ์มีโครงสร้างที่ฟังตามได้ไม่ยาก เริ่มจาก ท่อนนำ ที่มักเปิดด้วยทำนองเชิดชูสง่างามเรียกความสนใจ ตามด้วย ตัวเพลงหลัก ซึ่งดำเนินทำนองในอัตราสามชั้นอันกว้างขวางลุ่มลึก เปิดพื้นที่ให้แต่ละเครื่องแปรทำนองอวดสำนวนของตน และปิดด้วย ท้ายวา ทำนองมาตรฐานที่ทุกเพลงโหมโรงเสภาใช้ร่วมกัน เมื่อผู้ฟังได้ยินท้ายวาก็รู้ทันทีว่าโหมโรงกำลังจบ เปรียบเหมือนคำว่า "บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว" ในภาคภาษาดนตรี ความชาญฉลาดของโครงสร้างนี้คือมันสร้างเอกลักษณ์ให้แต่ละเพลงได้เต็มที่ในตัวเพลงหลัก ขณะเดียวกันก็รักษาสัญญาณร่วมที่ผู้ฟังทั้งวัฒนธรรมเข้าใจตรงกันไว้ที่ท้ายเพลง
โหมโรงในภาพยนตร์และวัฒนธรรมสมัยนิยม
พูดถึงโหมโรงโดยไม่พูดถึงภาพยนตร์ "โหมโรง" (พ.ศ. 2547) ย่อมไม่ครบถ้วน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากชีวประวัติของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ครูดนตรีไทยผู้ยิ่งใหญ่ เล่าเรื่องนักระนาดหนุ่มผู้ฝ่าฟันจากเวทีประชันสู่ความเป็นครู ท่ามกลางยุคสมัยที่ดนตรีไทยถูกท้าทาย ความสำเร็จของภาพยนตร์จุดกระแส "โหมโรงฟีเวอร์" ให้เยาวชนทั่วประเทศหันมาสมัครเรียนระนาดเอกจนโรงเรียนดนตรีไทยหลายแห่งรับนักเรียนไม่ทัน ปรากฏการณ์นี้พิสูจน์ว่าเรื่องเล่าที่ดีสามารถชุบชีวิตศิลปะดั้งเดิมได้จริง และทำให้คำว่าโหมโรงกลายเป็นคำสามัญที่คนไทยยุคใหม่รู้จักแม้ไม่เคยฟังเพลงไทยก็ตาม
มารยาทและเกร็ดน่ารู้ยามฟังโหมโรง
- โหมโรงคือช่วง "ศักดิ์สิทธิ์" ของงาน ผู้ฟังตามประเพณีจะสำรวมกิริยา ไม่เดินตัดหน้าวง ไม่ส่งเสียงรบกวน โดยเฉพาะระหว่างเพลงสาธุการ
- หากไปถึงงานแล้วได้ยินโหมโรงยังไม่จบ ถือเป็นโชคดี เพราะได้ฟังช่วงที่วงบรรเลงเต็มฝีมือที่สุดของวัน
- เสียงโหมโรงแต่ไกลยังใช้เป็น "นาฬิกา" ของงานพิธี ผู้เฒ่าผู้แก่ฟังแล้วบอกได้ว่างานดำเนินถึงขั้นตอนใด ควรออกจากบ้านได้หรือยัง
- เพลงโหมโรงเสภาหลายเพลงมีชื่อเป็นมงคล การเลือกเพลงโหมโรงให้เข้ากับงานถือเป็นรสนิยมของเจ้าภาพและหัวหน้าวง
เสียงแรกที่กำหนดทุกสิ่ง
ธรรมเนียมโหมโรงสอนบทเรียนที่งดงามข้อหนึ่งแก่เราทุกคน นั่นคือวัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับ "การเริ่มต้น" การเริ่มที่ดีต้องประกอบด้วยความเคารพต่อสิ่งที่ใหญ่กว่าตน การประกาศเจตนาอย่างเปิดเผย และการทุ่มเทฝีมืออย่างไม่ออมมือตั้งแต่วินาทีแรก เพลงโหมโรงจึงไม่ใช่เพียงเสียงเปิดงาน หากคือปรัชญาการเริ่มต้นทั้งระบบที่บรรพบุรุษบรรจุไว้ในรูปของเสียงดนตรี ครั้งหน้าหากมีโอกาสอยู่ในงานที่วงปี่พาทย์กำลังโหมโรง ลองหยุดฟังตั้งแต่เสียงแรกจนถึงท้ายวา แล้วคุณจะได้สัมผัสพิธีกรรมทางเสียงที่มีชีวิตต่อเนื่องมายาวนานที่สุดอย่างหนึ่งของแผ่นดินนี้ด้วยหูของคุณเอง
ศัพท์น่ารู้ประจำบทความ
- สาธุการ เพลงหน้าพาทย์ศักดิ์สิทธิ์อันดับต้นที่ใช้เปิดพิธีและเปิดชุดโหมโรงทั้งปวง สื่อการน้อมบูชาคุณพระรัตนตรัยและครู
- เพลงชุด การบรรเลงเพลงหลายเพลงร้อยเรียงต่อเนื่องตามลำดับตายตัว เช่น ชุดโหมโรงเช้า โหมโรงเย็น
- ท้ายวา ทำนองลงจบมาตรฐานที่เพลงโหมโรงเสภาทุกเพลงใช้ร่วมกัน เป็นสัญญาณบอกผู้ฟังว่าโหมโรงจบ
- การประโคม การบรรเลงดนตรีเพื่อประกาศเกียรติยศหรือความสำคัญของงาน ณ ช่วงเวลากำหนด
- เสภา มหรสพขับกลอนเล่าเรื่องประกอบกรับ ที่ให้กำเนิดวงปี่พาทย์เสภาและเพลงโหมโรงเสภา
- ปี่พาทย์ไม้แข็ง วงปี่พาทย์ที่ใช้ไม้ตีแบบแข็ง เสียงเจิดจ้าทรงพลัง นิยมใช้โหมโรงและงานพิธีกลางแจ้ง
คำถามที่พบบ่อยเรื่องโหมโรง
ถาม: โหมโรงกับเพลงเปิดวงทั่วไปต่างกันอย่างไร?
ตอบ: โหมโรงมีสถานะเป็นพิธีกรรม มีลำดับเพลงและความหมายมงคลกำกับ ไม่ใช่เพียงเพลงแรกของรายการ การบรรเลงต้องครบถ้วนตามขนบ เริ่มด้วยสาธุการหรือเพลงครูตามประเภทงาน ผู้บรรเลงอยู่ในอาการสำรวม ต่างจากเพลงเปิดวงสมัยใหม่ที่เลือกอะไรก็ได้ให้ครึกครื้น
ถาม: ต้องฟังโหมโรงทั้งชุดไหม ยาวเป็นชั่วโมงเลยหรือ?
ตอบ: โหมโรงเช้า–เย็นฉบับเต็มกินเวลาราวหนึ่งชั่วโมงจริง แต่ปัจจุบันงานทั่วไปมักบรรเลงฉบับย่อตามเวลา ส่วนโหมโรงเสภาเป็นเพลงเดี่ยว ๆ ยาวราวสิบถึงยี่สิบนาที ผู้ฟังใหม่แนะนำเริ่มจากโหมโรงเสภาเพลงดัง ๆ ก่อน แล้วค่อยไต่ไปฟังชุดใหญ่เมื่อมีโอกาสร่วมงานพิธีจริง
ถาม: ทำไมเพลงโหมโรงเสภาหลายเพลงจึงจบเหมือนกันหมด?
ตอบ: นั่นคือ "ท้ายวา" ทำนองจบมาตรฐานที่จงใจให้เหมือนกัน เพื่อเป็นสัญญาณสากลของวัฒนธรรมว่ารายการกำลังจะเริ่ม เปรียบเหมือนเสียงออดโรงละคร ผู้ชมสมัยก่อนได้ยินท้ายวาก็รีบเข้าประจำที่ ความเหมือนตรงนี้จึงเป็นความตั้งใจ ไม่ใช่ความจำเจ
ถาม: วงเครื่องสายหรือมโหรีมีโหมโรงไหม หรือมีแต่ปี่พาทย์?
ตอบ: มีเช่นกัน วงเครื่องสายและมโหรีบรรเลงเพลงโหมโรงก่อนรายการรับร้องตามธรรมเนียม โดยใช้เพลงโหมโรงที่เรียบเรียงให้เหมาะกับเสียงนุ่มของวง ส่วนชุดโหมโรงพิธีใหญ่อย่างโหมโรงเช้า–เย็นเป็นหน้าที่เฉพาะของวงปี่พาทย์
ถาม: ภาพยนตร์โหมโรงสร้างจากเรื่องจริงทั้งหมดหรือไม่?
ตอบ: เป็นเรื่องแต่งที่ "ได้แรงบันดาลใจ" จากชีวประวัติหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ตัวละครและเหตุการณ์หลายส่วนถูกดัดแปลงเพื่ออรรถรสภาพยนตร์ แต่แก่นเรื่องการประชันระนาด บรรยากาศสำนักดนตรี และจิตวิญญาณของนักดนตรียุคนั้นถ่ายทอดจากเค้าความจริงในประวัติศาสตร์


