ในวงดนตรีไทย เครื่องดนตรีที่ผู้ชมมองข้ามบ่อยที่สุดแต่นักดนตรีเคารพมากที่สุดคือกลุ่ม "เครื่องหนัง" หรือกลองชนิดต่าง ๆ ที่หุ้มด้วยหนังสัตว์ เพราะสำหรับคนในวง กลองไม่ใช่เพียงเครื่องให้จังหวะ หากคือ "ผู้คุมวง" ตัวจริงที่ทุกคนต้องฟัง และในทางจารีต กลองบางใบยังมีสถานะศักดิ์สิทธิ์ถึงขั้นเป็นตัวแทนของครูดนตรีที่ต้องกราบไหว้ก่อนบรรเลงทุกครั้ง บทความนี้จะพาไปรู้จักเครื่องหนังไทยตัวหลักทีละใบ พร้อมภูมิปัญญาเชิงช่างและวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นหนังทุกผืน
ตะโพน: บรมครูแห่งเครื่องหนัง
หากต้องเลือกกลองหนึ่งใบเป็นราชาของเครื่องหนังไทย ตำแหน่งนั้นเป็นของ ตะโพน อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ตะโพนเป็นกลองสองหน้ารูปทรงคล้ายโอ่งป่องกลาง หัวท้ายสอบ ขึงหนังทั้งสองด้านด้วยการเรียดหนังเป็นเส้นโยงถักไขว้กันทั้งลูกอย่างวิจิตร วางนอนบนขาตั้งไม้ให้ทั้งสองหน้าอยู่ระดับมือผู้ตี หน้ากลองสองด้านมีขนาดไม่เท่ากัน ด้านใหญ่ให้เสียงทุ้ม ด้านเล็กให้เสียงสูง ผู้ตีใช้ฝ่ามือและนิ้วทั้งสองข้างสร้างเสียงหลากหลาย ทั้ง "เท่ง" "ติง" "ตุ๊บ" "พรึม" ประกอบกันเป็นหน้าทับอันเป็นหัวใจจังหวะของวงปี่พาทย์
ความพิเศษของตะโพนอยู่ที่ภูมิปัญญา การถ่วงหน้ากลองด้วยข้าวสุกบดผสมขี้เถ้า ป้ายตรงกลางหน้ากลองเป็นวงกลม การถ่วงนี้ช่วยกดเสียงให้ทุ้มกลมหนักแน่นตามต้องการ นักตะโพนจะปั้นถ่วงหน้าใหม่ก่อนบรรเลง และแคะออกเมื่อเลิก เป็นกิจวัตรที่ต้องทำด้วยความประณีตทุกครั้ง เพราะปริมาณและความหนาของถ่วงเปลี่ยนเสียงกลองได้ทั้งใบ
ในทางจารีต ตะโพนคือเครื่องแทนองค์ พระประคนธรรพ เทพครูแห่งดุริยางค์ผู้เป็นใหญ่ฝ่ายเครื่องหนัง ก่อนบรรเลงนักดนตรีทั้งวงจะยกมือไหว้ตะโพน และในพิธีไหว้ครูดนตรีไทย ตะโพนจะถูกอัญเชิญขึ้นตั้งบนที่สูงร่วมกับศีรษะครูอย่างสมเกียรติ ห้ามผู้ใดข้ามหรือวางสิ่งของพาดโดยเด็ดขาด วัฒนธรรมความเคารพนี้สะท้อนสถานะของจังหวะในดนตรีไทยว่าสูงส่งไม่แพ้ทำนองเลยแม้แต่น้อย
กลองทัด: เสียงคำรามแห่งวงปี่พาทย์
คู่บารมีของตะโพนในวงปี่พาทย์คือ กลองทัด กลองขนาดใหญ่ทรงกระบอกป่องกลางเล็กน้อย ขึงหนังหนาทั้งสองหน้าด้วยหมุดโลหะ ใช้เป็นคู่สองลูกเสียงสูงต่ำต่างกันเล็กน้อย ตีด้วยไม้ตีคู่ เสียงกลองทัด "ตูม–ต้อม" ดังก้องกัมปนาทคือพลังดิบของวงปี่พาทย์ไม้แข็ง โดยเฉพาะในเพลงหน้าพาทย์ประกอบพิธีและการแสดงโขน จังหวะกลองทัดที่กระหน่ำในเพลงกราวหรือเชิดคือเสียงที่ทำให้ผู้ชมขนลุกโดยไม่ต้องเข้าใจทฤษฎีใด ๆ กลองทัดกับตะโพนทำงานเป็นทีม ตะโพนเดินหน้าทับละเอียด กลองทัดเน้นหัวจังหวะใหญ่ เปรียบเหมือนแม่ทัพกับกองทหารม้าที่บุกทะลวงเปิดทาง
โทน–รำมะนา: คู่รักแห่งวงเครื่องสาย
ย้ายจากสนามรบมาสู่ห้องรับแขกอันอบอุ่น วงเครื่องสายและวงมโหรีใช้กลองคู่ที่นุ่มนวลกว่าคือ โทน และ รำมะนา โทนเป็นกลองหน้าเดียวรูปทรงคล้ายแจกันคอคอด ตัวทำจากไม้หรือดินเผา ขึงหนังหน้าเดียวด้วยเชือกเร่งเสียง อุ้มไว้บนตักตีด้วยมือขวา ส่วนรำมะนาเป็นกลองหน้าเดียวทรงแบนกลมคล้ายกลองแขกตะวันออกกลาง ขึงหนังตึงหน้ากว้าง วางตั้งบนตักตีคู่กัน
เสน่ห์ของโทน–รำมะนาคือการ ตีสอดสลับกันเป็นหน้าทับเดียว โทนให้เสียง "โจ๊ะ ทั่ม" ทุ้มกลม รำมะนาให้เสียง "จ๊ะ ติง" แหลมกระจ่าง เมื่อสองมือสองใบสานกันถูกจังหวะจะเกิดประโยคจังหวะที่กระชุ่มกระชวยมีชีวิต ผู้ตีทั้งสอง (หรือคนเดียวตีทั้งคู่) ต้องรู้ใจกันระดับหายใจร่วมกัน คนโบราณจึงเปรียบโทน–รำมะนาเป็นคู่สามีภรรยาที่ขาดกันไม่ได้ เพลงรับร้องของวงเครื่องสายแทบทุกเพลงล้วนลอยอยู่บนจังหวะนุ่ม ๆ ของคู่กลองนี้
กลองแขก: สองพี่น้องต่างเสียงจากแดนไกล
กลองแขก เป็นกลองสองหน้าทรงกระบอกยาว หน้าสองข้างขนาดไม่เท่ากัน ขึงหนังด้วยสายเร่งหวายหรือหนังถัก ใช้เป็นคู่เสมอ ลูกเสียงสูงเรียก ตัวผู้ ลูกเสียงต่ำเรียก ตัวเมีย ผู้ตีสองคนต่างตีลูกของตนสอดสลับกันเป็นหน้าทับเดียวเช่นเดียวกับโทน–รำมะนา ชื่อ "แขก" บ่งบอกต้นทางวัฒนธรรมมลายู–ชวาที่กลองชนิดนี้เดินทางเข้ามาแต่ครั้งโบราณ ก่อนหลอมรวมเป็นสมาชิกเต็มตัวของดนตรีไทย
กลองแขกคือกลองสารพัดประโยชน์ที่สุดชนิดหนึ่ง ใช้ทั้งในวงปี่พาทย์เมื่อบรรเลงเพลงสำเนียงแขก ใช้ประกอบการแสดงกระบี่กระบอง มวยไทยโบราณ ขบวนแห่ และงานมงคลต่าง ๆ เสียง "ติง–โจ๊ะ" อันคึกคักของมันปลุกบรรยากาศได้ทันทีที่เริ่มตี นอกจากนี้ยังมีญาติใกล้ชิดคือ กลองมลายู ที่รูปร่างคล้ายกันแต่ใช้ในบริบทเพลงมอญและงานอวมงคลบางประเภท
กลองสองหน้าและญาติพี่น้องอีกมากมาย
โลกของเครื่องหนังไทยยังกว้างไกลกว่านั้น กลองสองหน้า ทรงคล้ายตะโพนแต่เพรียวกว่าคือกลองประจำวงปี่พาทย์เสภาที่ตีรับการขับเสภาอย่างมีชั้นเชิง เปิงมางคอก ของมอญคือชุดกลองเล็กเจ็ดลูกแขวนรอบคอกไม้โค้งที่ผู้ตีนั่งกลางวง ไล่เสียงเป็นทำนองได้ราวระนาดหนัง กลองยาว คือกลองหน้าเดียวทรงยาวสะพายไหล่ที่ชาวบ้านตีรำแห่กันสนุกสนานทั่วทุกภาค และยังมีกลองชาตรี กลองตุ๊ก โกร่ง กรับ ฯลฯ อีกนับสิบชนิดที่แต่ละท้องถิ่นสร้างสรรค์ตามวัฒนธรรมของตน ความหลากหลายนี้ยืนยันว่าสังคมไทยเป็น "สังคมกลอง" มาแต่ดึกดำบรรพ์ ที่ใดมีงาน ที่นั่นมีเสียงหนังตึง ๆ ดังนำขบวนเสมอ
ภูมิปัญญาเชิงช่างใต้แผ่นหนัง
การสร้างกลองไทยหนึ่งใบคือการบรรจบของศาสตร์หลายแขนง ช่างต้องเลือกไม้เนื้อแข็งเหนียว เช่น ไม้ขนุน ไม้ประดู่ ไม้มะม่วง มากลึงหรือขุดเป็นหุ่นกลอง ผึ่งให้แห้งสนิทกันแตกร้าว หนังที่ใช้นิยมหนังวัวหรือหนังควายขูดบางเสมอกันทั้งผืน การขึงหนังต้องอาศัยประสบการณ์สูง ดึงตึงพอดีทุกทิศ ตอกหมุดหรือถักเรียดให้แรงดึงสม่ำเสมอ กลองที่ขึงดีจะให้เสียงกลมเท่ากันทั้งหน้าและทนใช้งานได้หลายสิบปี เมื่อหนังหย่อนตามอายุ ช่างยังสามารถ "เร่งเสียง" ด้วยการตอกลิ่ม ดึงเชือก หรือผึ่งแดดอ่อนตามเทคนิคเฉพาะของแต่ละชนิดกลอง ความรู้เหล่านี้สืบทอดกันในตระกูลช่างกลองเก่าแก่ซึ่งปัจจุบันเหลือน้อยลงทุกที การอุดหนุนกลองฝีมือช่างไทยจึงเป็นการต่อลมหายใจให้ทั้งวงการโดยตรง
ฟังกลองให้เป็น แล้วดนตรีไทยจะเปิดโลกใหม่
ผู้ฟังทั่วไปสามารถยกระดับประสบการณ์ฟังดนตรีไทยได้ทันทีเพียงเปลี่ยนจุดสนใจมาที่เครื่องหนังสักครั้ง ลองสังเกตว่าเพลงที่ฟังใช้กลองชนิดใด หน้าทับวนซ้ำยาวเท่าไร เสียงกลองเน้นตรงไหนของประโยคเพลง แล้วจะพบว่าใต้ทำนองอันไพเราะมีบทสนทนาของจังหวะที่มีชีวิตชีวาดำเนินอยู่ตลอดเวลา นักตะโพนขยับนิ้วเปลี่ยนน้ำเสียงรับกับทำนอง คนโทนรำมะนาหยอกล้อกันเป็นลูกขัด กลองแขกสองใบไล่จับกันสนุกสนาน ทั้งหมดคือ "ละครหลังม่าน" ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยดู
เครื่องหนังไทยจึงเป็นทั้งจอมทัพผู้คุมวง ครูผู้ได้รับความเคารพ และงานหัตถศิลป์ชั้นสูงในร่างเดียวกัน ครั้งหน้าเมื่อได้ยินเสียง "เท่ง ติง ทั่ม" จากวงดนตรีไทย ขอให้รู้ว่านั่นไม่ใช่เพียงเสียงประกอบจังหวะ แต่คือหัวใจที่เต้นอยู่กลางอกของดนตรีไทยทั้งระบบมาหลายร้อยปี
ศัพท์น่ารู้ประจำบทความ
- การเรียดหนัง วิธีขึงหน้ากลองด้วยเส้นหนังโยงถักไขว้รอบตัวกลองแบบตะโพน ต่างจากการตอกหมุดแบบกลองทัด
- ถ่วงหน้า (ข้าวสุก) ก้อนข้าวสุกบดผสมขี้เถ้าที่ป้ายกลางหน้าตะโพนเพื่อจูนเสียงให้ทุ้มหนักตามต้องการ
- ตัวผู้–ตัวเมีย ชื่อเรียกกลองคู่เสียงสูงและเสียงต่ำ เช่น กลองแขกตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ำ
- การเร่งเสียง การปรับความตึงหนังกลองให้ได้ระดับเสียงที่ต้องการ ด้วยการตอกลิ่ม ดึงเชือก หรือผึ่งแดดอ่อน
- หุ่นกลอง โครงตัวกลองที่ขุดหรือกลึงจากไม้ก่อนขึงหนัง
- เพลงกราว–เพลงเชิด เพลงหน้าพาทย์ที่กลองทัดแสดงบทบาทเด่น สื่อการยกทัพและการเดินทาง
- เปิงมางคอก ชุดกลองมอญเจ็ดลูกแขวนรอบคอกโค้ง ไล่เสียงได้เป็นทำนอง
คำถามที่พบบ่อยเรื่องเครื่องหนังไทย
ถาม: ทำไมต้องเอาข้าวสุกป้ายหน้ากลองตะโพน ไม่สกปรกหรือ?
ตอบ: ข้าวสุกผสมขี้เถ้าคือ "ตุ้มถ่วงเสียง" ราคาถูกที่ปรับแต่งได้ละเอียดอย่างไม่น่าเชื่อ เพิ่มมวลตรงกลางหน้ากลองทำให้เสียงต่ำลงและกลมขึ้นตามปริมาณที่ป้าย และแคะออกได้หมดจดหลังเลิกใช้ นักตะโพนถือการติดข้าวเป็นพิธีเล็ก ๆ ประจำวันที่ต้องทำอย่างเคารพและสะอาดเสมอ
ถาม: กลองไทยกับกลองชุดสากลต่างกันที่แนวคิดอย่างไร?
ตอบ: กลองชุดสากลเน้นย้ำโครงจังหวะสม่ำเสมอรองรับเพลง ส่วนกลองไทยตีเป็น "ประโยคหน้าทับ" ที่มีสำเนียงถ้อยคำ มีต้นกลางจบ และสนทนากับทำนองตลอดเพลง คนกลองไทยจึงต้องจำหน้าทับประจำเพลงแต่ละประเภทแม่นยำไม่ต่างจากคนระนาดจำทำนอง
ถาม: เสียง "เท่ง ติง ตุ๊บ จ๊ะ" ที่นักดนตรีท่องคืออะไร?
ตอบ: คือระบบท่องจำหน้าทับแบบปากเปล่าของไทย แต่ละพยางค์แทนวิธีตีและตำแหน่งเสียงหนึ่ง เช่น เสียงกดกับเสียงเปิด เมื่อท่องคล่องปากแล้วมือจะจำตามได้เร็วขึ้นมาก นับเป็นโน้ตเสียงพูดที่ใช้ได้ผลมาหลายร้อยปีก่อนจะมีโน้ตเขียน
ถาม: อยากเริ่มเรียนเครื่องหนังควรเริ่มจากกลองอะไร?
ตอบ: สายวงเครื่องสายนิยมเริ่มที่โทน–รำมะนาเพราะจับหน้าทับพื้นฐานได้ไวและใช้บ่อยในเพลงรับร้องทั่วไป สายปี่พาทย์มักเริ่มที่กลองแขกหรือหน้าทับพื้นฐานบนตะโพนตามแนวของแต่ละสำนัก ทั้งนี้เครื่องหนังชั้นสูงโดยเฉพาะตะโพนและหน้าทับเพลงหน้าพาทย์ต้องเรียนผ่านครูตามลำดับจารีต
ถาม: ทำไมห้ามข้ามตะโพนหรือเหยียบเงากลอง?
ตอบ: เพราะตะโพนถือเป็นที่สถิตของพระประคนธรรพครูใหญ่ฝ่ายดุริยางค์ การข้ามหรือปฏิบัติไม่เคารพจึงเท่ากับลบหลู่ครูทั้งสาย ธรรมเนียมนี้ยังปลูกฝังให้นักดนตรีดูแลเครื่องอย่างทะนุถนอม ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือการถนอมหนังและหุ่นกลองให้อายุยืนนั่นเอง ความเชื่อกับความจริงเชิงช่างจึงเดินคู่กันอย่างแยบยล


