ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยยุคทองมักถูกเล่าผ่านเรื่องราวของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จนบางครั้งบดบังอีกขั้วหนึ่งของสมการที่ขาดไม่ได้ นั่นคือคู่เปรียบผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝั่งธนบุรี จางวางทั่ว พาทยโกศล ผู้ควบคุมวงดนตรีวังบางขุนพรหม เจ้าของสำนักดนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดสายหนึ่งของสยาม และเจ้าของ "ทาง" อันหนักแน่นสง่างามที่คนดนตรียังเรียกขานด้วยความเคารพว่า ทางพาทยโกศล หากยุคทองคือมหากาพย์ การรู้จักเพียงพระเอกคนเดียวย่อมไม่พอ บทความนี้จึงขอเล่าเรื่องของอีกยอดขุนพลหนึ่ง ผู้ทำให้การประชันวงยุคนั้นเป็นตำนานที่มีสองด้านเสมอกัน
กำเนิดและการก่อร่างของนักดนตรีฝั่งธน
ทั่ว พาทยโกศล เกิดเมื่อ พ.ศ. 2424 ปีเดียวกับจางวางศร ศิลปบรรเลง คู่เปรียบตลอดชีวิตของท่าน ครอบครัวของท่านคือตระกูลดนตรีปี่พาทย์เก่าแก่ฝั่งธนบุรี ที่ปักหลักอยู่ย่านวัดกัลยาณมิตร ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บิดาคือครูรอด นักดนตรีมีชื่อของย่าน เด็กชายทั่วจึงเข้าสู่วิชาปี่พาทย์ตามครรลองลูกหลานสำนักดนตรี ต่อเพลงตั้งแต่เยาว์ ฝึกฝนเข้มข้นทั้งฆ้อง ระนาด และเครื่องหนัง จนแตกฉานรอบด้าน จุดเด่นที่ปรากฏแต่หนุ่มคือความแม่นตำราและความหนักแน่นของทางเพลง อันจะกลายเป็นลายเซ็นของสำนักในเวลาต่อมา
วังบางขุนพรหม: มหาอำนาจดนตรีอีกขั้วของพระนคร
จุดเปลี่ยนชีวิตของท่านคือการได้เข้าเป็นนักดนตรีในอุปถัมภ์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ผู้ทรงพระปรีชาทางดนตรีอย่างยิ่ง ทรงเป็นทั้งองค์อุปถัมภ์และคีตกวีที่ทรงพระนิพนธ์เพลงไทยและเพลงสากลไว้จำนวนมาก จนทรงได้รับสมัญญา "พระบิดาแห่งเพลงไทยเดิมสมัยใหม่" ในหมู่ผู้ศึกษาบางสาย วังบางขุนพรหมของพระองค์กลายเป็นศูนย์ดนตรีที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของพระนคร และผู้ที่ทรงไว้วางพระทัยให้คุมวงคือทั่ว พาทยโกศล ซึ่งได้รับตำแหน่ง จางวาง ผู้บังคับบัญชานักดนตรีทั้งวง
ยุคนั้นวงการปี่พาทย์พระนครมีสองมหาอำนาจเผชิญหน้ากันโดยปริยาย ฝั่งหนึ่งคือวังบูรพาภิรมย์กับจางวางศร อีกฝั่งคือวังบางขุนพรหมกับจางวางทั่ว การประชันระหว่างสองวังหลายครั้งกลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่คนดนตรีเล่าสืบมาจนทุกวันนี้ สองจางวางต่างสไตล์กันชัดเจน ฝ่ายศรเลื่องชื่อด้านความพลิกแพลงหวือหวาและไหวพริบกลางสังเวียน ฝ่ายทั่วเลื่องชื่อด้านความแน่นหนาของวง ความแม่นตำรา และทางเพลงที่สง่าดุจกำแพงเมือง การปะทะของสองปรัชญานี้ผลักให้ทั้งวงการพัฒนาก้าวกระโดด และมรดกของทั้งคู่ก็ยังถ่วงดุลกันในวงการดนตรีไทยจนปัจจุบัน
ทางพาทยโกศล: สถาปัตยกรรมแห่งความหนักแน่น
คำว่า "ทาง" ในดนตรีไทยหมายถึงสำนวนการดำเนินทำนองเฉพาะสำนัก ทางพาทยโกศลที่จางวางทั่วขัดเกลาจนตกผลึกมีบุคลิกที่ผู้รู้ฟังออกทันที คือ หนักแน่น สมดุล เคารพโครงเพลง ลูกฆ้องเดินอย่างมีน้ำหนักราวก้าวของช้างศึก การแปรทำนองแม้วิจิตรแต่ไม่เคยทิ้งกระดูกของเพลง ความเร็วถูกใช้อย่างมีเหตุผลไม่ใช่เพื่ออวด สำนักนี้ให้ความสำคัญกับ ทางฆ้อง เป็นพิเศษในฐานะรากของทุกเครื่อง นักดนตรีสายพาทยโกศลจึงขึ้นชื่อว่าพื้นฐานแน่นราวหินผา
อีกด้านที่สำคัญยิ่งคือบทบาทของสำนักต่อ เพลงประเภทหนักของสารบบ ทั้งเพลงเรื่อง เพลงพิธี และการรักษาเพลงมอญสายเก่า วงพาทยโกศลคือหนึ่งในวงที่ได้รับความไว้วางใจบรรเลงงานพิธีสำคัญระดับสูงต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน องค์ความรู้สายพิธีที่สำนักถือครองจึงเป็นสมบัติของชาติชิ้นสำคัญ นอกจากนี้ จางวางทั่วยังมีผลงานประพันธ์และปรับปรุงเพลงไว้พอสมควร ทั้งเพลงเถาและทางเฉพาะของสำนัก แม้ท่านจะเน้นบทบาทผู้ขัดเกลาและแม่ทัพวงมากกว่าการอวดนามผู้แต่งก็ตาม
บ้านพาทยโกศล: สำนักที่มีชีวิตข้ามศตวรรษ
ความยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนที่สุดของจางวางทั่วคือการสร้าง สำนักบ้านพาทยโกศล ย่านวัดกัลยาณ์ ให้เป็นสถาบันที่มีชีวิตเกินอายุขัยของผู้ก่อตั้ง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ระบบวังอุปถัมภ์ล่มสลาย สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรฯ เสด็จลี้ภัยการเมืองไปประทับต่างแดน วงดนตรีวังบางขุนพรหมสิ้นสุดลง แต่จางวางทั่วนำวิชาทั้งหมดกลับมาหล่อเลี้ยงที่บ้านพาทยโกศล เปิดสอนศิษย์ต่อเนื่อง ท่านถึงแก่กรรม พ.ศ. 2481 ทว่าสำนักไม่ได้ตายตาม ทายาทและศิษย์สายตรงรับช่วงดูแลต่อกันมาหลายรุ่น บ้านพาทยโกศลยังคงเป็นสำนักดนตรีเอกชนเก่าแก่ที่ยังทำหน้าที่จริงถึงปัจจุบัน ทั้งสอนเพลง รับงานพิธี และรักษาพิธีไหว้ครูตามแบบแผนดั้งเดิม นับเป็นปรากฏการณ์หายากยิ่งที่สำนักดนตรีเอกชนหนึ่งดำรงสายวิชาต่อเนื่องข้ามศตวรรษโดยไม่ขาดตอน
สองจางวาง: บทเรียนของการมีคู่เปรียบที่คู่ควร
ประวัติศาสตร์มักถูกเล่าให้มีพระเอกเดี่ยว แต่ยุคทองของปี่พาทย์สอนตรงกันข้าม ความยิ่งใหญ่ของจางวางศรและจางวางทั่วต่างพึ่งพากันและกัน การมีคู่เปรียบที่คู่ควรบังคับให้ทั้งสองฝ่ายไม่อาจหยุดพัฒนา ศิษย์สองสำนักแอบศึกษาทางกันและกัน เพลงตอบโต้กันข้ามสังเวียนกลายเป็นสมบัติของวงการ และเมื่อกาลเวลาผ่านไป สองสายที่เคยเผชิญหน้าก็ถักทอเข้าหากัน ศิษย์รุ่นหลังจำนวนมากเรียนทั้งสองทาง สังเคราะห์เป็นวิชาของยุคใหม่ นี่คือแบบอย่างของการแข่งขันที่สร้างมากกว่าทำลาย ซึ่งวงการใดในโลกก็ควรศึกษา
อภิธานศัพท์ประจำบทความ
- จางวาง ตำแหน่งหัวหน้าควบคุมวงดนตรีประจำวังเจ้านาย อำนาจเต็มทั้งฝึกซ้อมและบังคับบัญชา
- วังบางขุนพรหม วังของสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรฯ ศูนย์อำนาจดนตรีคู่กับวังบูรพาภิรมย์
- ทางพาทยโกศล สำนวนเพลงประจำสำนัก เอกลักษณ์คือความหนักแน่นสมดุลเคารพโครงเพลง
- ทางฆ้อง ทำนองหลักของเพลงที่ฆ้องวงใหญ่บรรเลง รากฐานที่สำนักนี้ถือเป็นหัวใจ
- บ้านพาทยโกศล สำนักดนตรีย่านวัดกัลยาณ์ ธนบุรี ที่สืบทอดสายวิชาต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
- เพลงเรื่อง ชุดเพลงบรรเลงล้วนตามแบบแผนโบราณ ดัชนีวัดความแม่นตำราของสำนัก
คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด
1. เหตุใดปรัชญา "หนักแน่นแม่นตำรา" จึงทรงพลังไม่แพ้ "พลิกแพลงหวือหวา" ในสังเวียนประชัน?
เพราะการประชันไม่ได้วัดแค่ความตื่นตา แต่วัดความพร้อมเพรียง ความถูกต้อง และความอึดของทั้งวงตลอดคืน วงที่แม่นตำราจะไม่มีวันถูกจับผิดทาง ไม่หลุด ไม่เพลี่ยงพล้ำเมื่อถูกส่งเพลงยาก ชัยชนะแบบพาทยโกศลคือชัยชนะของกองทัพที่แนวรบไม่เคยแตก ต่างจากชัยชนะแบบดาบเดี่ยวของอีกขั้ว ทั้งสองแบบล้วนชอบธรรม
2. บทบาทของสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรฯ ต่อสำนักนี้สำคัญอย่างไรเกินกว่าการให้ทุน?
พระองค์ทรงเป็นคีตกวีเองจึงทรงร่วมกำหนดทิศทางศิลปะของวง ทั้งพระนิพนธ์เพลงให้วงบรรเลง ทรงอุปถัมภ์การรักษาเพลงแบบแผน และทรงเชื่อมวงเข้ากับงานระดับราชสำนัก วงบางขุนพรหมจึงเป็นห้องทดลองที่ทุน รสนิยม และฝีมือมาบรรจบ ตัวแบบของ "ผู้อุปถัมภ์ที่เป็นศิลปิน" นี้ให้ผลลึกกว่าการอุปถัมภ์ด้วยเงินอย่างเดียวมาก
3. อะไรทำให้บ้านพาทยโกศลรอดข้ามการล่มสลายของระบบวัง ขณะที่วงวังอื่นสูญหาย?
สำนักนี้มีรากสองชั้น ชั้นวัง (ทุนและเวที) กับชั้นบ้าน (ครอบครัว ชุมชน และสายศิษย์) เมื่อชั้นวังพังลง ชั้นบ้านยังอยู่ครบ ทั้งสถานที่ องค์ความรู้ และเครือข่ายงานพิธีของชุมชนฝั่งธน บทเรียนคือสถาบันวัฒนธรรมที่ยั่งยืนต้องหยั่งรากในชุมชนจริง ไม่ฝากชีวิตไว้กับผู้อุปถัมภ์รายเดียว
4. การที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักเล่าเรื่องจางวางศรมากกว่าจางวางทั่ว สะท้อนอะไร?
สะท้อนธรรมชาติของการจดจำที่เอนเอียงเข้าหาเรื่องเล่าแบบวีรบุรุษเดี่ยวและบุคลิกหวือหวา ซึ่งสื่อบันเทิงขยายผลได้ง่ายกว่า ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จึงต้องแสวงหาอีกด้านของสมการเสมอ เพราะความเข้าใจยุคสมัยที่แท้ต้องเห็นทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่ดาวดวงเดียว
5. ปัจจุบันจะสัมผัสมรดกสายพาทยโกศลได้อย่างไร?
บ้านพาทยโกศลยังเปิดดำเนินการย่านฝั่งธนบุรี มีงานไหว้ครูประจำปีและการบรรเลงตามวาระที่ผู้สนใจติดตามได้ บันทึกเสียงทางเพลงสายนี้มีเผยแพร่ผ่านงานอนุรักษ์ของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และนักดนตรีสายวัดกัลยาณ์ยังคงบรรเลงงานพิธีทั่วกรุงเทพฯ เสียงฆ้องหนักแน่นสง่าที่ได้ยินในงานพิธีใหญ่ฝั่งธนวันนี้ จำนวนไม่น้อยคือเสียงสะท้อนโดยตรงจากมือของจางวางทั่วเมื่อร้อยปีก่อน
📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา


