"เสียงพาทย์เสียงพิณ เสียงเลื่อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน" วรรคจากศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง (จารึกหลักที่หนึ่ง) นี้คือประโยคเกี่ยวกับดนตรีที่เก่าแก่และโด่งดังที่สุดของประวัติศาสตร์ไทย มันวาดภาพราชธานีสุโขทัยเป็นเมืองแห่งเสรีภาพทางเสียง ผู้คนเล่นดนตรี หัวเราะ และขับลำนำได้ตามใจปรารถนา แต่ประโยคงามนี้บอกอะไรเราได้จริงแค่ไหน ดนตรีสุโขทัยหน้าตาเป็นอย่างไร และนักวิชาการทำงานอย่างไรกับหลักฐานที่เบาบางที่สุดยุคหนึ่ง บทความนี้จะพาสำรวจพรมแดนต้นน้ำของประวัติศาสตร์ดนตรีไทยอย่างซื่อตรงต่อหลักฐาน

จารึกหลักที่หนึ่ง: หน้าต่างบานแรก

ศิลาจารึกหลักที่หนึ่งพรรณนาเมืองสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหง (ปลายพุทธศตวรรษที่ 19) ในตอนที่ว่าด้วยความอุดมสุขของบ้านเมือง วรรคดนตรีข้างต้นปรากฏในบริบทงานบุญเดือนกฐิน ที่ขบวนผู้คน "เลื่อน" (แห่แหน) เข้าเมืองพร้อมเสียงดนตรีเอิกเกริก คำสำคัญที่นักวิชาการวิเคราะห์คือ "พาทย์" ซึ่งชี้ถึงเครื่องตีประเภทฆ้องกลองอันเป็นรากคำเดียวกับ "ปี่พาทย์" ในยุคหลัง และ "พิณ" เครื่องดีดตระกูลสายซึ่งอาจหมายรวมเครื่องสายหลากชนิดตามการใช้คำยุคโบราณ ประโยคนี้จึงยืนยันอย่างน้อยว่า สุโขทัยมีทั้งดนตรีเครื่องตีประโคมและเครื่องสายขับกล่อม มีวัฒนธรรมขับลำนำ และดนตรีผูกกับงานบุญพุทธศาสนาเป็นวาระหลัก ภาพ "เสรีภาพทางเสียง" ที่จารึกวาดยังสะท้อนอุดมคติการปกครองยุคนั้นที่ประกาศความอุดมสุขผ่านเสียงรื่นเริงของราษฎร

ต้องบันทึกด้วยความซื่อตรงว่าจารึกหลักที่หนึ่งมีข้อถกเถียงทางวิชาการเรื่องอายุสมัยมาหลายทศวรรษ กระแสหลักยังถือเป็นเอกสารสมัยสุโขทัย ขณะที่บางสำนักเสนอว่าอาจเรียบเรียงยุคหลังกว่านั้น สำหรับประวัติศาสตร์ดนตรี ข้อถกเถียงนี้เตือนให้ใช้จารึกหลักอื่นและหลักฐานอิสระประกอบเสมอ ซึ่งโชคดีที่มีอยู่

หลักฐานเสริม: จารึกอื่น ไตรภูมิ และวัดวาอาราม

จารึกสุโขทัยหลักอื่น ๆ ช่วยยืนยันภาพดนตรีต่อเนื่อง หลายหลักกล่าวถึงการประโคมฆ้องกลองแตรสังข์ในงานฉลองพระ งานสร้างวัด และพิธีกรรม คำว่า "ดุริยพาทย์" และรายชื่อเครื่องประโคมปรากฏเป็นสูตรในจารึกงานบุญ แสดงแบบแผนพิธีเสียงที่ลงตัวแล้ว เอกสารสำคัญอีกชิ้นของยุคคือ ไตรภูมิพระร่วง (ไตรภูมิกถา) วรรณกรรมพุทธจักรวาลวิทยาที่พรรณนาสวรรค์พร้อมวงดนตรีทิพย์ รายชื่อเครื่องดนตรีในไตรภูมิ ทั้งพิณ ปี่ สังข์ บัณเฑาะว์ ฆ้อง กลอง ฉิ่ง แม้บรรยายโลกทิพย์ แต่กวีย่อมหยิบภาพจากเครื่องจริงรอบตัว จึงใช้เป็นบัญชีเครื่องดนตรีที่คนสุโขทัยรู้จักได้อย่างมีเงื่อนไข

หลักฐานเงียบที่พูดได้อีกสายคือ ศิลปกรรมและโบราณคดี ลวดลายปูนปั้นและภาพจำหลักตามโบราณสถานสุโขทัย-ศรีสัชนาลัยบางชิ้นปรากฏรูปนักดนตรีและเครื่องดนตรี เศษเครื่องปั้นรูปคนตีกลองเป่าปี่ และการเทียบเคียงศิลปะร่วมสมัยของเพื่อนบ้าน ทั้งเขมรหลังเมืองพระนครและล้านนา ช่วยเติมภาพเครื่องดนตรีที่แพร่หลายในภูมิภาคขณะนั้น ภาพรวมที่ได้สอดคล้องกันคือวัฒนธรรมดนตรีลุ่มเจ้าพระยาตอนบนยุคนั้นคือเครือญาติของดนตรีเขมร มอญ และไทกลุ่มต่าง ๆ ที่กำลังหลอมรวมเป็นแบบแผนใหม่

ภาพที่ประกอบได้: ดนตรีสุโขทัยเท่าที่กล้ายืนยัน

จากหลักฐานทั้งหมด ข้อสรุปที่วิชาการยืนได้มีดังนี้ สุโขทัยมี ดนตรีพิธีหลวง ระบบประโคมฆ้องกลองแตรสังข์ประจำพระราชพิธีและงานพระศาสนา ซึ่งเป็นแบบแผนร่วมของราชสำนักอุษาคเนย์ที่รับผ่านคติพราหมณ์-พุทธ มี ดนตรีขับกล่อม สายพิณและการขับลำนำที่จารึกเอ่ยถึง อันเป็นเชื้อสายของวัฒนธรรมขับซอ-ขับลำของชนไทโบราณ และมี ดนตรีราษฎร์ในงานบุญ ที่คึกคักเสรีดังภาพขบวนกฐินในจารึกหลักที่หนึ่ง ที่ยังยืนยันไม่ได้คือรายละเอียดระดับวง เช่น มีวงปี่พาทย์ครบชุดแบบอยุธยาหรือยัง ระบบเสียงเป็นอย่างไร และเพลงใดบ้างที่สืบถึงปัจจุบัน ตำนานที่เล่าว่าเพลงบางเพลงตกทอดจากสุโขทัยนั้นควรฟังเป็นความทรงจำเชิงวัฒนธรรมมากกว่าข้อเท็จจริงเชิงเอกสาร

น่าสนใจว่า "สุโขทัยทางดนตรี" ที่คนไทยรู้จักดีที่สุดปัจจุบันคือผลงานสร้างสรรค์ยุคหลัง ระบำสุโขทัย อันอ่อนช้อยที่ครูมนตรี ตราโมท ประพันธ์เพลงขึ้นใหม่กลางศตวรรษที่ 20 โดยตีความจากศิลปกรรมยุคนั้น ความงามของมันจริงแท้ แต่คือจินตนาการทางวิชาการของคนรุ่นหลัง ไม่ใช่เสียงจริงจากอดีต การแยกสองชั้นนี้ออกจากกันคือหัวใจของการบริโภคประวัติศาสตร์อย่างรู้เท่าทัน

มรดกเชิงสัญลักษณ์: สุโขทัยในจินตนาการดนตรีไทย

เกินกว่าข้อเท็จจริง สุโขทัยทำหน้าที่ทรงพลังในฐานะ สัญลักษณ์ต้นธาร ของดนตรีไทย วรรค "ใครจักมักเล่น เล่น" ถูกอ้างเป็นคำประกาศเสรีภาพทางศิลปะแรกของชาติ ภาพเมืองที่เสียงดนตรีคือดัชนีความสุขของราษฎรกลายเป็นอุดมคติที่ศิลปินทุกยุคโหยหา และงานสร้างสรรค์ร่วมสมัยจำนวนมากตั้งชื่ออิงสุโขทัยเมื่อต้องการสื่อรากเหง้าอันบริสุทธิ์ สัญลักษณ์เหล่านี้มีชีวิตของมันเองโดยชอบธรรม ตราบที่เราแยกแยะได้ว่ากำลังพูดถึงประวัติศาสตร์หรือความทรงจำ ทั้งสองอย่างล้วนจริงคนละแบบ และล้วนหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมได้คนละทาง

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • จารึกหลักที่หนึ่ง ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง แหล่งวรรคดนตรีเก่าแก่ที่สุดของไทย
  • พาทย์ คำโบราณชี้เครื่องตีประโคม รากของคำปี่พาทย์
  • การเลื่อน คำจารึกหมายถึงการแห่แหนเป็นขบวน บริบทดนตรีงานบุญสุโขทัย
  • ไตรภูมิพระร่วง วรรณกรรมพุทธจักรวาลสมัยสุโขทัย แหล่งบัญชีเครื่องดนตรีทางอ้อม
  • ดุริยพาทย์ สูตรคำเรียกการประโคมดนตรีในจารึกงานบุญ
  • ความทรงจำเชิงวัฒนธรรม ภาพอดีตที่สังคมสร้างและส่งต่อ ซึ่งมีพลังจริงแม้ต่างจากข้อเท็จจริงเชิงเอกสาร

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. วรรค "เสียงพาทย์เสียงพิณ" ให้ข้อมูลดนตรีวิทยาอะไรบ้างเมื่ออ่านอย่างเคร่งครัด?
ให้สามข้อ หนึ่ง มีเครื่องตีประโคม (พาทย์) และเครื่องสาย (พิณ) ใช้แพร่หลาย สอง มีวัฒนธรรมการขับ (เสียงขับ) คือดนตรีเสียงร้องลำนำ และสาม ดนตรีผูกกับขบวนงานบุญสาธารณะ ที่วรรคนี้ไม่ได้บอกคือรูปวง ระบบเสียง และบทเพลง การอ่านเคร่งครัดเช่นนี้ป้องกันการเติมจินตนาการเกินหลักฐาน ซึ่งเป็นบาปหลักของประวัติศาสตร์นิยม

2. เหตุใดวรรณกรรมศาสนาอย่างไตรภูมิจึงใช้เป็นหลักฐานดนตรีได้ ทั้งที่บรรยายสวรรค์?
เพราะจินตนาการมนุษย์สร้างจากวัตถุดิบที่ตนรู้จัก กวีบรรยายวงทิพย์ด้วยรายชื่อเครื่องที่ผู้อ่านร่วมยุคนึกภาพออก บัญชีเครื่องในโลกทิพย์จึงสะท้อนบัญชีเครื่องในโลกจริง หลักการใช้คือดึงเฉพาะ "รายการสิ่งของ" มาใช้ โดยไม่นับปริมาณและความอลังการซึ่งเป็นขนบการพรรณนา วิธีนี้ใช้กับวรรณกรรมศาสนาทั่วโลกในการศึกษาวัฒนธรรมวัตถุ

3. กรณีระบำสุโขทัยของครูมนตรีสอนอะไรเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับประวัติศาสตร์?
สอนว่าศิลปะสร้างใหม่สามารถกลายเป็น "ประเพณี" ที่คนรุ่นหลังเข้าใจว่าเก่าแก่ได้ภายในไม่กี่สิบปี ปรากฏการณ์ที่วิชาการเรียกว่าประเพณีประดิษฐ์ สิ่งนี้ไม่ใช่การหลอกลวงเมื่อผู้สร้างประกาศที่มาชัดเจนดังที่ครูมนตรีทำ แต่ผู้บริโภควัฒนธรรมมีหน้าที่รู้ชั้นข้อมูล ว่ากำลังชมหลักฐานหรือชมการตีความ ทั้งสองมีคุณค่า แต่คนละชนิด

4. ข้อถกเถียงเรื่องอายุจารึกหลักที่หนึ่งกระทบการศึกษาดนตรีสุโขทัยอย่างไร?
กระทบระดับความมั่นใจ ไม่ใช่ระดับล้มกระดาน เพราะภาพดนตรีจากจารึกหลักอื่นและไตรภูมิยังยืนยันแบบแผนใกล้เคียงกันโดยอิสระ นักวิชาการที่ดีจึงสร้างข้อสรุปบนหลักฐานหลายชิ้นที่สอบทานกันได้ ไม่แขวนทั้งเรื่องไว้กับเอกสารเดียว ข้อถกเถียงนี้จึงเป็นแบบฝึกหัดชั้นดีของวิธีคิดเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าวิกฤตของสาขา

5. เราควรเสพ "ความเป็นสุโขทัย" ในดนตรีไทยปัจจุบันด้วยท่าทีแบบใด?
ด้วยความชื่นชมที่รู้เท่าทัน สนุกกับระบำสุโขทัยและงานสร้างสรรค์อิงยุคทองได้เต็มที่ในฐานะศิลปะร่วมสมัยที่งดงาม พร้อมรู้ว่าเสียงจริงของราชธานีแรกยังคงเป็นปริศนาที่หลักฐานเบาบาง ท่าทีคู่นี้ทำให้เราได้ทั้งความรื่นรมย์ของตำนานและความซื่อตรงของวิชาการ อันเป็นสมดุลที่วัฒนธรรมที่มีวุฒิภาวะพึงมีต่ออดีตของตนเอง


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา