ถ้าถอดดนตรีสมัยนิยมของโลกออกเป็นชิ้นส่วน แล้วสาวหาบรรพบุรุษร่วมของร็อก โซล ฟังก์ ฮิปฮอป คันทรี และเพลงป็อปแทบทุกแนว เส้นทางทั้งหมดจะบรรจบที่จุดเดียวกัน ดนตรีของคนดำยากจนในภาคใต้อเมริกาปลายศตวรรษที่ 19 ที่โลกเรียกว่า บลูส์ สามคอร์ด สิบสองห้อง กับเสียงร้องที่เปลี่ยนความเจ็บเป็นความงาม คือดีเอ็นเอที่อยู่ในเพลงเกือบทุกเพลงที่มนุษย์ยุคนี้ฟัง รวมถึงเพลงไทยสตริงและเพื่อชีวิตที่เราร้องกันทั้งประเทศ บทความนี้จะเล่าเรื่องของรากเหง้าที่ยิ่งใหญ่นี้ จากทุ่งฝ้ายถึงปลั๊กไฟฟ้าชิคาโก และจากสี่แยกปีศาจถึงลำโพงในมือถือของเรา

กำเนิดจากความเจ็บ: ทุ่งฝ้ายและฟิลด์ฮอลเลอร์

บลูส์เกิดในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี (เดลตา) ดินแดนไร่ฝ้ายที่คนดำหลังยุคเลิกทาสยังถูกขังในระบบเช่านาที่คือทาสในชื่อใหม่ วัตถุดิบทางเสียงของมันคือมรดกแอฟริกันที่รอดผ่านความทารุณ เพลงทำงาน (work songs) ที่จังหวะประสานการลงจอบลงขวานของแรงงานหมู่ ฟิลด์ฮอลเลอร์ เสียงร้องเอื้อนโหยข้ามทุ่งของคนทำงานลำพัง และ สปิริชวล เพลงศาสนาที่ซ่อนรหัสความหวังและการหลบหนี เมื่อคนหนึ่งคนหยิบกีตาร์ราคาถูก (เครื่องที่เพิ่งหาซื้อได้ทั่วไป) มาคลอเสียงร้องเหล่านี้ บลูส์ก็ถือกำเนิด เพลงของปัจเจกที่ร้องความจริงของชีวิตตน ความจน ความรักที่จากไป รถไฟที่ไม่มา และการเดินทางไม่รู้จบ คำว่าบลูส์เองมาจากสำนวนเก่า blue devils ความหม่นที่ตามหลอน แต่ความลับที่ผู้ฟังผิวเผินพลาดคือ บลูส์ไม่ใช่เพลงจมทุกข์ มันคือเทคโนโลยีการอยู่กับทุกข์ การร้องมันออกมาดัง ๆ ต่อหน้าคนที่เข้าใจ คือการแปลงความเจ็บเป็นพลังและบ่อยครั้งเป็นเสียงหัวเราะ นักเขียนอเมริกันนิยามไว้งามว่า บลูส์คือการยิ้มทั้งน้ำตาเพื่อประกาศว่าฉันยังอยู่

ไวยากรณ์บลูส์: สิบสองห้องกับโน้ตที่เอียง

อัจฉริยภาพเชิงโครงสร้างของบลูส์คือความเรียบง่ายที่เปิดไม่รู้จบ โครงสิบสองห้อง สามคอร์ดหลัก (หนึ่ง-สี่-ห้า) เรียงในผังตายตัวที่นักดนตรีทั้งโลกท่องได้ และ โครงเนื้อ AAB ร้องประโยคแรก ซ้ำประโยคแรก แล้วตอบด้วยประโยคใหม่ที่คล้องกัน (แบบแผนที่ใกล้กลอนโต้ตอบของเพลงพื้นบ้านทุกวัฒนธรรมรวมถึงไทย) โครงร่วมนี้คือภาษากลาง นักดนตรีแปลกหน้าทั่วโลกขึ้นแจมด้วยกันได้ทันทีด้วยคำเดียวว่า "บลูส์ในคีย์อี" หัวใจทางเสียงคือ บลูโน้ต การกดเสียงขั้นสามและเจ็ด (บางทีห้า) ให้แบนเอียงจากสเกลตะวันตก เสียงที่อยู่ระหว่างเมเจอร์กับไมเนอร์ ไม่สุขไม่เศร้าแต่คือทั้งคู่พร้อมกัน มรดกจากระบบเสียงแอฟริกันที่ไม่ยอมถูกขังในคีย์เปียโน บวกเทคนิคที่ทำให้เครื่องดนตรี "พูด" สไลด์กีตาร์ที่ใช้คอขวดรูดสายให้ครวญ การเบนด์สาย และการโต้ตอบระหว่างเสียงร้องกับกีตาร์ราวสองคนคุยกัน ทั้งหมดคือคลังที่ร็อกและโซลจะยกไปใช้ทั้งกระบิ

ตำนานเดลตาและราชินีเมือง: จอห์นสันกับสมิธ

บลูส์ยุคแรกมีสองสายที่ต่างกันงดงาม สายเดลตาชนบทคือชายเดี่ยวกับกีตาร์ ตำนานสูงสุดคือ โรเบิร์ต จอห์นสัน (1911-1938) ผู้ทิ้งบันทึกเสียงไว้เพียงยี่สิบเก้าเพลงกับตำนานอมตะ ว่ากันว่าเขาหายตัวไปแล้วกลับมาพร้อมฝีมือเหนือมนุษย์เพราะขายวิญญาณให้ปีศาจที่สี่แยกยามเที่ยงคืน เรื่องเล่า (ที่นักประวัติศาสตร์สืบว่ายืมจากตำนานเก่าแก่กว่า) กลายเป็นปกรณัมก่อตั้งของดนตรีสมัยนิยม สัญญาปีศาจแลกฝีมือที่ร็อกทั้งแนวรับไปเล่าต่อ ตัวเพลงจริงของเขาอย่าง Cross Road Blues ก็คือคัมภีร์ที่ร็อกยุคหกศูนย์ขุดมาบูชา สายเมืองคือ คลาสสิกบลูส์ ของนักร้องหญิงผู้ทรงอำนาจ ราชินีคือ เบสซี สมิธ (1894-1937) เสียงมหึมาที่ไม่ต้องใช้ไมค์ก็ท่วมฮอลล์ เธอคือศิลปินดำที่ค่าตัวสูงสุดของยุคยี่สิบ ขายแผ่นเสียงถล่มทลาย และเปิดทางให้ผู้หญิงยืนหน้าวงในฐานะราชินี ไม่ใช่นักร้องประดับ สายนี้คือสะพานที่บลูส์เดินเข้าอุตสาหกรรมบันเทิงและหล่อเลี้ยงกำเนิดแจ๊สไปพร้อมกัน

เสียบปลั๊กที่ชิคาโก: บลูส์กลายเป็นไฟฟ้า

การอพยพครั้งใหญ่ของคนดำใต้สู่โรงงานเหนือพาบลูส์ขึ้นรถไฟไปด้วย และที่ ชิคาโก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มันก็แปลงร่างครั้งสำคัญที่สุด คลับที่อึกทึกทำให้กีตาร์โปร่งไร้ความหมาย มัดดี วอเตอร์ส (1913-1983) ชายจากเดลตาแท้ เสียบกีตาร์เข้าแอมป์ ตั้งวงเต็มรูปที่มีกลองชุด เบส ฮาร์โมนิกาไฟฟ้าของลิตเทิล วอลเตอร์ และเปียโน เกิด ชิคาโกบลูส์ เสียงเดลตาที่คูณพลังไฟฟ้า ดิบ หนา และเซ็กซี่อย่างที่โลกไม่เคยได้ยิน คู่กับเฮาลิน วูล์ฟคู่ปรับเสียงคำราม และค่ายเชสส์เรเคิดส์ที่บันทึกทั้งหมดไว้ นี่คือเสียงที่ข้ามมหาสมุทรไปจุดไฟอังกฤษ เด็กหนุ่มลอนดอนอย่างวงที่ตั้งชื่อตามเพลงมัดดี (Rolling Stones) เอริก แคลปตัน และเลด เซปเพลิน เรียนทุกโน้ตจากแผ่นชิคาโก แล้วส่ง "บลูส์ร็อก" กลับมาพิชิตอเมริกาในทศวรรษหกศูนย์ วงจรประหลาดที่เด็กขาวอังกฤษสอนวัยรุ่นขาวอเมริกันให้รู้จักสมบัติของเพื่อนบ้านผิวดำของตนเอง และบีบี คิงราชาบลูส์ก็ได้เวทีระดับโลกที่ควรได้มานานในบั้นปลาย

สายเลือดที่ไม่เคยหยุดไหล

นับจากนั้นบลูส์คือแม่น้ำใต้ดินของดนตรีทั้งหมด ร็อกคือบลูส์เร่งสปีด โซลคือบลูส์เข้าโบสถ์ ฟังก์คือบลูส์ที่กรูฟแตกแขนง ฮิปฮอปแซมเปิลและสืบปรัชญาการเล่าความจริงข้างถนนของมัน แจ๊สถือบลูส์เป็นหัวใจเสมอ (โซโลแจ๊สที่ไร้รสบลูส์ถูกถือว่าไร้วิญญาณ) และเพลงไทยสมัยใหม่ก็รับสายเลือดนี้ผ่านทุกช่อง เพลงสตริงและร็อกไทยทั้งสายยืนบนเพนทาโทนิกบลูส์ กีตาร์โซโลเพลงเพื่อชีวิตพูดสำเนียงบลูส์ชัดเจน และบทเพลงพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 9 หลายบทก็คือบลูส์แท้ทั้งโครงและวิญญาณ การเรียนรู้บลูส์จึงไม่ใช่การศึกษาดนตรีต่างชาติแขนงหนึ่ง แต่คือการอ่านบทแรกของหนังสือที่เพลงรอบตัวเราทั้งหมดคือบทต่อ ๆ มา และบทแรกนั้นสอนความจริงที่ทุกวัฒนธรรมรู้ดี ความทุกข์ที่ถูกเปล่งเป็นเสียงอย่างซื่อตรง คือจุดเริ่มของความงามที่แข็งแรงที่สุดที่มนุษย์สร้างได้

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • ฟิลด์ฮอลเลอร์ เสียงร้องเอื้อนข้ามทุ่งของแรงงาน รากสายเดี่ยวของการร้องบลูส์
  • โครงสิบสองห้อง / AAB ผังคอร์ดและผังเนื้อมาตรฐานที่เป็นภาษากลางของนักดนตรีโลก
  • บลูโน้ต เสียงกดเอียงระหว่างเมเจอร์-ไมเนอร์ หัวใจทางเสียงของบลูส์
  • สไลด์กีตาร์ เทคนิครูดคอขวด/ท่อโลหะบนสายให้เสียงครวญเหมือนเสียงคน
  • ชิคาโกบลูส์ บลูส์ไฟฟ้าเต็มวงยุคหลังสงคราม ต้นธารตรงของร็อก
  • บลูส์ร็อก คลื่นอังกฤษยุคหกศูนย์ที่นำบลูส์กลับสู่ตลาดโลกในร่างใหม่

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. เหตุใดโครงที่ตายตัวอย่างสิบสองห้องจึงให้เสรีภาพมากกว่าจำกัด?
เพราะโครงร่วมที่ทุกคนรู้คือสัญญาที่ปลดปล่อยการฟังกันและกัน เมื่อไม่ต้องเดาว่าคอร์ดถัดไปคืออะไร พลังสมองทั้งหมดก็ทุ่มให้การแสดงออก การโต้ตอบ และรายละเอียดของเสียง หลักการเดียวกับกลอนแปดหรือโครงเพลงไทยที่ฉันทลักษณ์ตายตัวแต่กวีไม่เคยหมดเรื่องกล่าว เสรีภาพลึกสุดในศิลปะมักอยู่ในกรอบที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน ไม่ใช่ในความว่างไร้กติกา

2. ตำนานสี่แยกปีศาจของจอห์นสันทำหน้าที่อะไรทางวัฒนธรรม?
มันคือปกรณัมที่แปลงคำถามที่ตอบไม่ได้ (อัจฉริยะมาจากไหน) เป็นเรื่องเล่าที่จับต้องได้ และแฝงประวัติศาสตร์จริงอันขมขื่น สังคมที่ไม่ยอมเชื่อว่าชายดำยากจนสร้างศิลปะระดับนั้นได้เอง ย่อมหาคำอธิบายเหนือธรรมชาติ ขณะเดียวกันตำนานก็ให้พลังแบรนด์แก่บลูส์ ความลึกลับอันตรายที่ร็อกรับช่วงเป็นบุคลิกประจำแนว การอ่านตำนานจึงต้องอ่านทั้งความงามของเรื่องเล่าและเงาของยุคที่ผลิตมัน

3. วงจรที่วงอังกฤษพาบลูส์กลับอเมริกาสอนอะไรเรื่องการเดินทางของวัฒนธรรม?
ว่าบางครั้งต้องมีคนนอกมาชี้ สมบัติในบ้านจึงถูกเห็นค่า วัยรุ่นขาวอเมริกันมองข้ามบลูส์เพราะกำแพงสีผิวและความคุ้นชิน เด็กอังกฤษไร้กำแพงนั้นจึงฟังมันเป็นศิลปะบริสุทธิ์แล้วสะท้อนกลับ ปรากฏการณ์เดียวกับที่เพลงพื้นบ้านหลายชาติ (รวมถึงหมอลำและกันตรึมไทย) ได้รับการยกย่องในเวทีโลกก่อนคนในเมืองหลวงของตนหันมามอง บทเรียนคืออย่ารอเสียงสะท้อนจากนอกจึงค่อยรักของในบ้าน

4. อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างการสืบทอดกับการฉกฉวย (appropriation) ในกรณีบลูส์?
เกณฑ์ที่วงการตกผลึกมีสามข้อ การให้เครดิตต้นทางอย่างเปิดเผย การตอบแทนที่เป็นธรรม (ซึ่งประวัติศาสตร์บลูส์มีบาดแผลมาก ศิลปินต้นทางจำนวนมากตายจน ขณะผู้เล่นตามรวยระดับสนามกีฬา) และการเคารพแก่นไม่ใช่แค่เปลือก ศิลปินอย่างแคลปตันที่ประกาศครูตลอดชีวิตและช่วยดันบีบี คิงสู่เวทีโลกคือด้านสว่าง ส่วนประวัติค่าลิขสิทธิ์ที่ไม่เคยถึงมือผู้สร้างคือด้านมืดที่อุตสาหกรรมยังต้องชดใช้ บทสนทนานี้ยังไม่จบและไม่ควรจบ

5. ควรเริ่มฟังบลูส์จากอะไรให้ถึงแก่น?
ฟังสามยุคสามอารมณ์ เริ่มที่ Cross Road Blues ของจอห์นสันในความเงียบยามดึก เสียงชายเดียวกับกีตาร์จากปี 1936 ที่ยังสั่นถึงกระดูก ตามด้วย Hoochie Coochie Man ของมัดดี วอเตอร์สเพื่อพลังไฟฟ้าชิคาโกเต็มวง แล้วปิดด้วย The Thrill Is Gone ของบีบี คิงที่ความเจ็บถูกกลั่นเป็นความสง่างามสมบูรณ์ ฟังครบสามแล้วลองกลับมาฟังร็อกหรือเพลงสตริงไทยที่คุ้นเคย จะได้ยินบรรพบุรุษอยู่ในทุกการเบนด์สาย และนั่นคือวินาทีที่ประวัติศาสตร์ดนตรีทั้งสายเชื่อมเข้าหูของเราเป็นเส้นเดียว


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา