
ในโลกของดนตรีไทย "เพลงเรื่อง" (Pleng Rueang) เป็นรูปแบบการประพันธ์และการบรรเลงที่มีความซับซ้อน ลึกซึ้ง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงแค่การนำบทเพลงหลายเพลงมารวมกัน แต่เป็นการร้อยเรียงบทเพลงเหล่านั้นเข้าด้วยกันอย่างมีระบบระเบียบและมีเหตุผล เพื่อทำหน้าที่เป็น "ผู้บรรยาย" หรือ "ผู้เล่าเรื่อง" ผ่านภาษาดนตรีที่สอดประสานกับจินตนาการของผู้ฟังและผู้ชม การทำความเข้าใจ "เพลงเรื่อง" จึงเป็นการเข้าถึงแก่นแท้ของภูมิปัญญาทางดนตรีและวัฒนธรรมการเล่าเรื่องของไทยอย่างแท้จริง
1. ความหมายและนิยามเชิงลึกของ "เพลงเรื่อง"
"เพลงเรื่อง" คือ เพลงชุดที่นำบทเพลงตั้งแต่ 2 เพลงขึ้นไป มารวมกันบรรเลงติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อสื่อถึงเรื่องราว เหตุการณ์ อารมณ์ หรือกิริยาอาการที่ดำเนินไปตามลำดับ เพลงแต่ละเพลงในชุดจะถูกคัดเลือกและจัดเรียงอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งในด้านทำนอง จังหวะ อารมณ์ และเนื้อหาที่แฝงอยู่
หัวใจสำคัญของเพลงเรื่องคือ "การดำเนินเรื่อง" (Narrative Progression) ผ่านภาษาดนตรี ซึ่งอาจเป็นเรื่องราวที่ชัดเจน (เช่น การเดินทาง การต่อสู้) หรือเป็นเรื่องราวเชิงอารมณ์ (เช่น ความโศกเศร้า ความรื่นเริง)
ความแตกต่างจากเพลงชุดประเภทอื่น (เพื่อความชัดเจน):
เพลงตับ (Pleng Tab): เป็นเพลงชุดที่มีเพลงร้องเป็นหลัก โดยมีเนื้อหาของเพลงร้องที่เกี่ยวข้องกันเป็นเรื่องราว และมีเพลงบรรเลงคั่นระหว่างเพลงร้อง เพลงตับเน้นการเล่าเรื่องผ่านเนื้อเพลงเป็นสำคัญ
เพลงเถา (Pleng Tao): เป็นเพลงชุดที่นำเพลงเดียวกันมาบรรเลงในอัตราจังหวะที่ต่างกัน (สามชั้น สองชั้น ชั้นเดียว) โดยมีทำนองหลักเดียวกัน แต่มีการขยายและย่อทำนอง เพลงเถาเน้นการแสดงความสามารถในการประพันธ์และบรรเลงในอัตราจังหวะที่หลากหลายของเพลงเดียว
เพลงเรื่อง: แตกต่างจากเพลงตับตรงที่เพลงเรื่องเน้นการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเป็นหลัก (แม้บางครั้งอาจมีเพลงร้องแทรก) และแตกต่างจากเพลงเถาตรงที่เพลงเรื่องประกอบด้วยเพลง หลายเพลง ที่มีทำนองต่างกัน แต่ถูกนำมาร้อยเรียงให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน
2. วัตถุประสงค์และบทบาทเชิงหน้าที่ของเพลงเรื่อง
เพลงเรื่องมีบทบาทสำคัญและหลากหลายในบริบทของสังคมและศิลปะไทย:
การประกอบการแสดงนาฏศิลป์: นี่คือบทบาทที่โดดเด่นที่สุด เพลงเรื่องเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการแสดงโขน ละครนอก ละครใน หุ่นกระบอก และการแสดงพื้นบ้านบางชนิด ทำหน้าที่:
ดำเนินเรื่องราว: บรรยายเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบของการแสดง
สร้างบรรยากาศ: กำหนดอารมณ์และโทนของการแสดงในแต่ละฉาก
สื่ออารมณ์ตัวละคร: ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร เช่น ความรัก ความโกรธ ความเศร้า ความตื่นเต้น
ประกอบกิริยาอาการ: ใช้เพลงหน้าพาทย์เฉพาะเพื่อประกอบการเคลื่อนไหว การเดินทาง การต่อสู้ การแปลงกายของตัวละคร
การบรรเลงเพื่อการฟัง (Concert Performance): แม้จะเกิดมาเพื่อประกอบการแสดง แต่เพลงเรื่องหลายชุดก็มีความไพเราะและสมบูรณ์ในตัวเอง สามารถบรรเลงเพื่อการฟังโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ฟังได้ดื่มด่ำกับความงามของทำนอง และจินตนาการถึงเรื่องราวที่ดนตรีกำลังถ่ายทอด
การแสดงความสามารถของวงดนตรีและนักดนตรี: การบรรเลงเพลงเรื่องที่ซับซ้อนและยาวนาน ต้องอาศัยความพร้อมเพรียง ความเข้าใจในบทเพลง การประสานเสียง และทักษะความสามารถเฉพาะตัวของนักดนตรีแต่ละคน จึงเป็นการแสดงศักยภาพของวงดนตรีได้อย่างดีเยี่ยม
การอนุรักษ์และสืบทอดบทเพลงและภูมิปัญญา: เพลงเรื่องช่วยรวบรวมและรักษาบทเพลงเก่าๆ ที่อาจมีทำนองคล้ายกันหรือมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน ให้คงอยู่และได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นการบันทึกองค์ความรู้ทางดนตรีและวัฒนธรรม
การสร้างสรรค์และพัฒนาเพลงไทย: การประพันธ์เพลงเรื่องเป็นการท้าทายและกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์เพลงใหม่ๆ หรือการนำเพลงเก่ามาเรียบเรียงใหม่ให้เกิดความกลมกลืนและต่อเนื่อง
3. โครงสร้างและลักษณะทางดนตรีที่สำคัญของเพลงเรื่อง
เพลงเรื่องมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและมีลักษณะทางดนตรีที่น่าสนใจหลายประการ:
การคัดเลือกเพลง (Selection of Songs):
เพลงที่นำมารวมกันอาจเป็นเพลงที่มีทำนองคล้ายคลึงกัน (เช่น เพลงในตระกูลเดียวกัน) หรือเป็นเพลงที่มีทำนองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้ด้วยเหตุผลทางอารมณ์หรือเรื่องราว
เพลงที่นำมาใช้ในเพลงเรื่องมักเป็นเพลงประเภท เพลงหน้าพาทย์ (เพลงประกอบกิริยา) และ เพลงเกร็ด (เพลงสั้นๆ ที่มีทำนองไพเราะ)
การจัดเรียงลำดับ (Sequencing):
การจัดเรียงเพลงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องคำนึงถึงการดำเนินเรื่องราวหรือการเปลี่ยนผ่านของอารมณ์อย่างเป็นธรรมชาติ
มักจะเริ่มต้นด้วยเพลงที่สร้างบรรยากาศทั่วไป หรือเพลงที่ใช้เปิดตัวตัวละคร/เหตุการณ์
ดำเนินไปสู่เพลงที่สื่อถึงเหตุการณ์สำคัญ จุดสูงสุดของเรื่อง (Climax) หรือการเปลี่ยนแปลงอารมณ์
จบลงด้วยเพลงที่คลี่คลายสถานการณ์ สรุปเรื่องราว หรือเพลงลา
การเชื่อมโยงเพลง (Transition and Connection):
การใช้ "ลูกฆ้อง" หรือ "ทาง" ที่เชื่อมโยงกัน: นักดนตรีจะใช้สำนวนทางดนตรีหรือลูกฆ้องที่คล้ายคลึงกันในตอนท้ายของเพลงหนึ่งและตอนต้นของอีกเพลงหนึ่ง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง
การใช้ "ทางเปลี่ยน": เป็นการบรรเลงที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเพลงหนึ่งไปอีกเพลงหนึ่ง อาจเป็นการเปลี่ยนทำนอง เปลี่ยนบันไดเสียง หรือเปลี่ยนอารมณ์
การเปลี่ยนอัตราจังหวะ: อาจมีการเปลี่ยนจากจังหวะช้าไปเร็ว หรือเร็วไปช้า เพื่อสร้างความหลากหลายและสอดคล้องกับอารมณ์ของเรื่องราว เช่น จากเพลงช้าที่แสดงความเศร้า ไปสู่เพลงเร็วที่แสดงความตื่นเต้น
การเปลี่ยนบันไดเสียง (Mode/Key Change): ในบางเพลงเรื่อง อาจมีการเปลี่ยนบันไดเสียงเพื่อสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น จากบันไดเสียงที่ให้ความรู้สึกสงบ ไปสู่บันไดเสียงที่ให้ความรู้สึกเร้าใจ
บทบาทของเครื่องดนตรี:
เครื่องนำ (Leader Instruments): เช่น ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ มักจะเป็นผู้ดำเนินทำนองหลักและนำการเปลี่ยนเพลง
เครื่องตาม/เสริม (Accompaniment/Support Instruments): เช่น ระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก ซอต่างๆ จะบรรเลงคลอหรือเสริมทำนองหลัก ให้เกิดความไพเราะและมีมิติ
เครื่องกำกับจังหวะ (Rhythm Instruments): เช่น ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง ฉาบ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมจังหวะและสร้างความคึกคัก
ความยาว: เพลงเรื่องมักมีความยาวค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นการรวมเพลงหลายเพลงเข้าด้วยกัน บางชุดอาจใช้เวลาบรรเลงเป็นชั่วโมง
การบรรเลงต่อเนื่อง: เพลงในชุดจะถูกบรรเลงติดต่อกันโดยไม่มีการหยุดพัก เพื่อรักษาความต่อเนื่องของเรื่องราวและอารมณ์
4. ประเภทและตัวอย่างเพลงเรื่องที่สำคัญ (ปรับปรุงให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ)
เพลงเรื่องสามารถแบ่งประเภทได้ตามลักษณะการใช้งานและเนื้อหา โดยมีตัวอย่างที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย:
4.1 เพลงเรื่องประเภทโหมโรง (Hom Rong Song Sets): เป็นเพลงเรื่องที่ใช้บรรเลงก่อนเริ่มการแสดง เพื่อประกาศการเริ่มต้น อัญเชิญครูบาอาจารย์ และสร้างบรรยากาศ ถือเป็นเพลงเรื่องที่สมบูรณ์ในตัวเอง
โหมโรงเย็น: ใช้บรรเลงในพิธีไหว้ครู หรือพิธีมงคลต่างๆ ในช่วงเย็น มีทำนองที่สง่างามและศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วยเพลงหน้าพาทย์หลายเพลง เช่น สาธุการ, ตระ, รัว, เสมอ, เชิด, กราว
โหมโรงเช้า: ใช้บรรเลงในพิธีมงคลช่วงเช้า มีเพลงที่แตกต่างจากโหมโรงเย็นเล็กน้อย
4.2 เพลงเรื่องที่ใช้ประกอบการแสดง (Specific Narrative Song Sets): เป็นเพลงเรื่องที่ถูกประพันธ์หรือเรียบเรียงขึ้นเพื่อประกอบฉากหรือเหตุการณ์เฉพาะในการแสดงโขน ละคร หรือหุ่นกระบอก
เพลงเรื่องพญาโศก: เป็นเพลงชุดที่ใช้ประกอบฉากที่ตัวละครกำลังเศร้าโศกเสียใจ คร่ำครวญ หรืออยู่ในอารมณ์โศกเศร้า มีทำนองที่โหยหวนและเศร้าสร้อย เช่น เพลงพญาโศก, เพลงโอด
เพลงเรื่องชุดพระยาเดิน: เป็นเพลงชุดที่ใช้ประกอบการเดินของตัวละครสำคัญ เช่น พระยา หรือกษัตริย์ มักจะมีการใช้เพลงหน้าพาทย์ "เสมอ" เป็นแกนหลัก
เพลงเรื่องชุดนางนาค: เป็นเพลงชุดที่ใช้ประกอบฉากหรือกิริยาอาการของตัวละครนางนาคในวรรณคดี
เพลงเรื่องชุดฉุยฉาย: เป็นเพลงชุดที่ใช้ประกอบการรำฉุยฉายของตัวละครต่างๆ เพื่อแสดงความงามหรือความสง่างาม
4.3 เพลงเรื่องสำเนียง (Stylistic Song Sets): เป็นเพลงชุดที่รวบรวมเพลงที่มีสำเนียงหรือลีลาเฉพาะของชาติพันธุ์อื่น หรือมีลักษณะทางดนตรีที่โดดเด่นมารวมกัน
เพลงเรื่องสำเนียงจีน: เป็นเพลงชุดที่มีสำเนียงจีน มักใช้บรรเลงในงานมงคล หรือเพื่อความรื่นเริง เช่น ชุดจีนขิมเล็ก, ชุดจีนลั่นถัน (ซึ่งประกอบด้วยเพลงจีนหลายเพลง)
เพลงเรื่องสำเนียงแขก: เป็นเพลงชุดที่มีสำเนียงแขก เช่น ชุดแขกบรเทศ, ชุดแขกมอญ (ซึ่งประกอบด้วยเพลงแขกหลายเพลง)
เพลงเรื่องสำเนียงลาว: เป็นเพลงชุดที่มีสำเนียงลาว เช่น ชุดลาวแพน (ซึ่งประกอบด้วยเพลงลาวหลายเพลง)
4.4 บทบาทของ "เพลงหน้าพาทย์" ในเพลงเรื่อง (Clarification): เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจว่า เพลงหน้าพาทย์ (เช่น เชิด, กราว, ตระ, รัว, โลม, เสมอ, บาทสกุณี) นั้นเป็น เพลงเดี่ยว ที่มีหน้าที่เฉพาะในการประกอบกิริยาอาการหรืออารมณ์ของตัวละคร ไม่ใช่ "เพลงเรื่อง" ในตัวเอง แต่เพลงหน้าพาทย์เหล่านี้มักจะถูกนำมา ร้อยเรียงเป็นส่วนหนึ่งของ "เพลงเรื่อง" โดยเฉพาะเพลงเรื่องประเภทโหมโรงหรือเพลงเรื่องที่ใช้ประกอบการแสดง เพื่อให้เรื่องราวมีความสมบูรณ์และมีมิติมากยิ่งขึ้น
5. ประวัติและวิวัฒนาการของเพลงเรื่อง
แนวคิดของการนำเพลงหลายเพลงมารวมกันเพื่อเล่าเรื่องมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ควบคู่ไปกับการพัฒนาของการแสดงโขนและละครในราชสำนักและในหมู่ประชาชน
สมัยอยุธยา: มีหลักฐานว่ามีการใช้เพลงประกอบการแสดงต่างๆ แต่ยังไม่ปรากฏคำว่า "เพลงเรื่อง" ชัดเจนนัก การจัดชุดเพลงอาจเป็นไปในลักษณะที่เรียบง่ายกว่า
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น: การแสดงโขนและละครรุ่งเรืองอย่างมาก ทำให้เกิดการประพันธ์และเรียบเรียงเพลงเพื่อประกอบการแสดงมากขึ้น เพลงหน้าพาทย์ต่างๆ ได้รับการจัดระบบและนำมาร้อยเรียงเป็นชุดอย่างมีแบบแผน
สมัยรัชกาลที่ 4-6: เป็นยุคทองของการพัฒนาเพลงเรื่อง มีการประพันธ์เพลงเรื่องใหม่ๆ และเรียบเรียงเพลงเก่าให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ครูบาอาจารย์หลายท่านได้สร้างสรรค์เพลงเรื่องที่มีชื่อเสียงและยังคงบรรเลงมาจนถึงปัจจุบัน เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์)
ปัจจุบัน: เพลงเรื่องยังคงเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาดนตรีไทยและการแสดงนาฏศิลป์ไทย มีการอนุรักษ์และสืบทอดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการแสดงโขนและละครจะลดลง แต่เพลงเรื่องก็ยังคงคุณค่าในฐานะบทเพลงเพื่อการฟังและเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
6. คุณค่าและความสำคัญในมิติทางวัฒนธรรมและสังคม
เพลงเรื่องมีคุณค่าและความสำคัญอย่างยิ่งต่อดนตรีและวัฒนธรรมไทยในหลายมิติ:
มิติทางศิลปะ:
ความซับซ้อนทางโครงสร้าง: แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการประพันธ์และเรียบเรียงเพลงที่ซับซ้อนของครูบาอาจารย์ไทย
การสร้างสุนทรียภาพ: มอบประสบการณ์ทางสุนทรียะที่ลึกซึ้งแก่ผู้ฟังและผู้ชม ทำให้เข้าถึงอารมณ์และเรื่องราวได้อย่างเต็มที่
การผสมผสานศิลปะ: เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการผสมผสานระหว่างดนตรี วรรณคดี และนาฏศิลป์เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
มิติทางภูมิปัญญา:
องค์ความรู้ด้านการประพันธ์: แสดงถึงภูมิปัญญาในการเลือกใช้ทำนอง จังหวะ และการสร้างอารมณ์ที่สอดคล้องกับเรื่องราว
เทคนิคการบรรเลง: การบรรเลงเพลงเรื่องต้องอาศัยเทคนิคขั้นสูงและความเข้าใจในบทเพลงอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความพร้อมเพรียงของนักดนตรีในวง
มิติทางวัฒนธรรมและสังคม:
การเป็นรากฐานของการแสดง: เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การแสดงนาฏศิลป์ไทยมีความสมบูรณ์และมีชีวิตชีวา
การสะท้อนวิถีชีวิต: เพลงเรื่องหลายชุดสะท้อนถึงความเชื่อ ประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต
การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม: ช่วยรักษาบทเพลงและรูปแบบการบรรเลงแบบดั้งเดิมไว้ให้คงอยู่คู่สังคมไทย เป็นการสืบทอดมรดกอันล้ำค่า
การพัฒนาทักษะนักดนตรี: การฝึกฝนและบรรเลงเพลงเรื่องช่วยให้นักดนตรีพัฒนาทักษะความเข้าใจในเพลง การประสานเสียง และความพร้อมเพรียง
7. ความท้าทายและการอนุรักษ์ในยุคปัจจุบัน
ในยุคปัจจุบัน การอนุรักษ์และสืบทอดเพลงเรื่องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ:
ความซับซ้อนและความยาว: เพลงเรื่องมีความซับซ้อนและยาวนาน ทำให้การฝึกฝนและการบรรเลงต้องใช้เวลาและความพยายามสูง
ความเข้าใจของผู้ชม: ผู้ชมในปัจจุบันอาจไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการเล่าเรื่องด้วยดนตรี ทำให้การเข้าถึงและชื่นชมเพลงเรื่องทำได้ยากขึ้น
การขาดแคลนผู้สืบทอด: การถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูสู่ศิษย์เป็นสิ่งสำคัญ แต่จำนวนผู้เชี่ยวชาญและผู้สนใจอาจลดลง
อย่างไรก็ตาม มีความพยายามในการอนุรักษ์และต่อยอดเพลงเรื่องอย่างต่อเนื่อง:
การศึกษาในสถาบัน: สถาบันการศึกษาด้านดนตรีไทยยังคงมีการเรียนการสอนเพลงเรื่องอย่างเข้มข้น
การบันทึกและเผยแพร่: มีการบันทึกเสียงและภาพการบรรเลงเพลงเรื่องเพื่อเป็นหลักฐานและเผยแพร่สู่สาธารณะ
การประยุกต์ใช้: ศิลปินบางท่านอาจนำแนวคิดของเพลงเรื่องมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ดนตรีร่วมสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยยังคงรักษาแก่นแท้ของความเป็นไทยไว้
บทสรุป
"เพลงเรื่อง" จึงเป็นมากกว่าแค่ชุดเพลง แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความละเอียดอ่อน ความงดงาม และภูมิปัญญาอันล้ำค่าของบรรพบุรุษไทย เป็นรูปแบบการเล่าเรื่องด้วยภาษาดนตรีที่สามารถสื่อสารอารมณ์ ความรู้สึก และเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง การศึกษาและทำความเข้าใจเพลงเรื่องจึงเป็นการเปิดประตูสู่โลกแห่งสุนทรียะและภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทยอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาจิตวิญญาณของดนตรีไทยให้คงอยู่สืบไป


