ท่ามกลางวงเครื่องสายไทยที่มีซอด้วงเสียงแหลมนำวง ซออู้เสียงทุ้มคลอตาม และขลุ่ยเสียงหวานสอดแทรก ยังมีเครื่องดนตรีอีกชิ้นหนึ่งนอนราบอยู่กับพื้น รูปร่างยาวเหยียดประหลาดตา แต่เมื่อไม้ดีดกระทบสายเมื่อใด เสียงกังวานหึ่งอันเป็นเอกลักษณ์จะพลิ้วครอบคลุมทั้งวงทันที เครื่องดนตรีนั้นคือ จะเข้ เครื่องดีดที่ได้ชื่อว่ามีเสียงเสน่ห์เฉพาะตัวที่สุดชิ้นหนึ่งของดนตรีไทย และเป็นเครื่องที่ผู้หญิงชาววังนิยมเรียนกันมากที่สุดมาแต่โบราณ
จากจระเข้สู่จะเข้: ที่มาของชื่อและรูปทรง
ชื่อ "จะเข้" เพี้ยนมาจากคำว่า "จระเข้" อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะรูปทรงของเครื่องดนตรีชิ้นนี้จำลองเค้าโครงของจระเข้นอนหมอบ ส่วนหัวป้อมใหญ่คือหัวจระเข้ ลำตัวยาวเรียวลงไปจนถึงส่วนหางที่เรียวแหลม เครื่องดนตรีลักษณะนี้มีเครือญาติกระจายอยู่ทั่วอุษาคเนย์ โดยเฉพาะพิณจระเข้ของมอญและเขมรที่มีความใกล้ชิดกันมาก นักวิชาการเชื่อว่าจะเข้พัฒนามาจากพิณดีดโบราณตระกูล "กระจับปี่" ซึ่งเป็นพิณคอยาวที่ต้องอุ้มดีด เมื่อดัดแปลงให้วางราบกับพื้น ผู้เล่นนั่งดีดได้สบายขึ้น เสียงก็ดังกังวานขึ้นเพราะกล่องเสียงขยายใหญ่ จะเข้จึงค่อย ๆ เข้ามาแทนที่กระจับปี่ในวงดนตรีไทยตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์จนกระจับปี่แทบสูญหายไป
ตัวจะเข้ทำจากไม้เนื้ออ่อนน้ำหนักเบาที่ให้เสียงกังวานดี นิยมใช้ไม้ขนุนเป็นหลัก ขุดเนื้อในให้กลวงเป็นกล่องเสียง ด้านล่างปิดด้วยแผ่นไม้เจาะรูระบายเสียง ตัวเครื่องยกสูงจากพื้นด้วยเท้ากลึงกลมสี่ถึงห้าเท้า ความยาวรวมกว่าหนึ่งเมตรครึ่ง นับเป็นเครื่องดนตรีประเภทดีดที่ใหญ่ที่สุดของไทย
สามสาย สิบเอ็ดนม และความลับของ "แหน"
จะเข้ขึงสายสามเส้นขนานไปตามความยาวตัวเครื่อง สองเส้นแรกเป็นสายเอ็นหรือไหม ใช้ดีดดำเนินทำนองเป็นหลัก ส่วนเส้นที่สามเป็น สายลวดทองเหลือง ให้เสียงทุ้มกังวานเป็นพิเศษ ใช้ดีดเสียงต่ำและเสียงคลอ บนหลังจะเข้เรียงหมุดไม้ทรงสี่เหลี่ยมเรียกว่า "นม" จำนวน 11 นม ไล่ระดับสูงต่ำทำหน้าที่เหมือนเฟรตของกีตาร์ ผู้เล่นใช้นิ้วมือซ้ายกดสายลงบนนมแต่ละตำแหน่งเพื่อเปลี่ยนระดับเสียง
หัวใจของเสียงจะเข้ซ่อนอยู่ที่ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ริมหย่องด้านหัวเครื่องที่เรียกว่า "แหน" แผ่นบาง ๆ ที่รองรับสายไว้หลวม ๆ พอดี เมื่อสายสั่น สายจะแตะระแหนเกิดเสียงหึ่งพร่ากังวานคล้ายเสียงจักจั่นแทรกอยู่ในทุกตัวโน้ต เสียงหึ่งนี้เองคือ "ลายเซ็น" ของจะเข้ที่ไม่มีเครื่องดีดชนิดใดในโลกเหมือน การตั้งแหนให้ได้เสียงหึ่งกำลังงามโดยไม่พร่าจนแสบหูเป็นศาสตร์ลับเฉพาะของช่างและครูจะเข้แต่ละสำนัก บางคนเปรียบว่าแหนคือ "วิญญาณของจะเข้" เครื่องใดตั้งแหนไม่ดี ต่อให้ไม้งามเพียงใดก็ไร้ชีวิต
ผู้เล่นดีดจะเข้ด้วย ไม้ดีดทรงกลมปลายแหลม กลึงจากงาช้างหรือกระดูกสัตว์ ยาวประมาณสองนิ้วครึ่ง ผูกติดกับนิ้วชี้มือขวาด้วยเส้นด้ายพันหลายรอบจนแน่น การพันไม้ดีดให้ถูกวิธีเป็นบทเรียนแรกของนักเรียนจะเข้ทุกคน เพราะถ้าพันหลวมไม้จะพลิกขณะดีดเร็ว ถ้าแน่นเกินนิ้วจะชาและบาดเจ็บ
เทคนิคการบรรเลง: รัว เก็บ กรอ และเสียงสะบัด
เอกลักษณ์ทางเทคนิคที่โดดเด่นที่สุดของจะเข้คือ การดีดรัว คือการขยับข้อมือดีดสายเข้า–ออกถี่ยิบต่อเนื่องจนเสียงติดกันเป็นสายน้ำ ใช้ทำเสียงยาวในทำนองช้าให้ไม่ขาดห้วง เทียบได้กับการสีคันชักยาวของซอหรือการกรอของระนาด ผู้เล่นระดับครูสามารถรัวได้เนียนสม่ำเสมอราวเครื่องจักรแต่แฝงน้ำหนักอ่อนแก่ตามอารมณ์เพลง นอกจากนี้ยังมีการเก็บ (ดีดทำนองถี่เก็บทุกพยางค์เสียง) การกรอ การสะบัด (ดีดสามพยางค์รวบเร็วเป็นชุด) และการดีดสายลวดเปล่าคลอเป็นเสียงเบสประกอบทำนองของตัวเอง ทำให้จะเข้เพียงเครื่องเดียวให้เนื้อเสียงหนาราวกับบรรเลงกันสองคน
ท่านั่งเล่นจะเข้ก็มีแบบแผน ผู้เล่นนั่งพับเพียบข้างตัวเครื่อง มือซ้ายกดสายไล่ตามนม มือขวาดีดบริเวณเหนือหย่อง หลังตรง สายตามองข้ามเครื่องได้ทั้งวง บุคลิกการนั่งอันสง่านี้ทำให้จะเข้เป็นภาพจำของกุลสตรีชาววังในอดีต ดังปรากฏในวรรณคดีและภาพเขียนโบราณมากมาย ที่บรรยายสาวชาววังนั่งดีดจะเข้ยามบ่ายเป็นกิจวัตรแห่งการฝึกฝนอบรมความประณีต
บทบาทในวงดนตรี
จะเข้เป็นสมาชิกหลักของ วงเครื่องสาย ทุกขนาด ตั้งแต่เครื่องสายวงเล็กจนถึงเครื่องสายเครื่องคู่ และเป็นสมาชิกสำคัญของ วงมโหรี ด้วย หน้าที่ของจะเข้ในวงคือดำเนินทำนองถี่ ๆ สอดแทรกประสานกับซอและขลุ่ย ด้วยธรรมชาติของเครื่องดีดที่เสียงเกิดเป็นจุดแล้วจางลง จะเข้จึงเล่นทำนอง "เก็บ" ที่ถี่กว่าเครื่องสีเพื่อถมช่องว่างของเสียง ผลคือเนื้อดนตรีของวงเครื่องสายมีทั้งเส้นเสียงยาวของซอ เสียงพลิ้วของขลุ่ย และเม็ดเสียงกลมกริบของจะเข้ถักทอกันแน่นหนา เปรียบเหมือนผ้าไหมที่มีทั้งเส้นยืนเส้นพุ่งครบถ้วน
ในทางเดี่ยว จะเข้มีเพลงเดี่ยวประจำทางที่ขึ้นชื่อหลายเพลง ที่โด่งดังที่สุดคือ เดี่ยวลาวแพน ซึ่งถือเป็นเพลงครูของนักจะเข้ ทำนองสำเนียงลาวที่เศร้าลึกสลับกับท่อนรัวเร้าใจเปิดโอกาสให้อวดครบทุกเทคนิค ตั้งแต่เสียงรัวละเอียดยิบ การสะบัดคมกริบ ไปจนถึงการเล่นสายลวดทุ้มลึกเรียกขวัญผู้ฟัง ใครได้ฟังเดี่ยวลาวแพนฝีมือครูสักครั้งจะเข้าใจทันทีว่าเหตุใดเครื่องดนตรีรูปจระเข้ตัวนี้จึงครองใจผู้คนมาหลายร้อยปี
การดูแลรักษาและศิลปะการช่าง
จะเข้เป็นเครื่องดนตรีที่บอบบางต่ออากาศ ไม้ขนุนขยายหดตามความชื้น สายเอ็นยืดเมื่อโดนความร้อน นักดนตรีจึงต้องหมั่นเทียบเสียงก่อนบรรเลงทุกครั้ง และเก็บเครื่องในที่ร่มอุณหภูมิสม่ำเสมอ ช่างทำจะเข้ฝีมือดีต้องเลือกไม้ขนุนแก่อายุหลายสิบปี ผึ่งแห้งอย่างถูกวิธีนานนับปี ก่อนขุดขึ้นรูปด้วยมือ นมทั้งสิบเอ็ดต้องไล่ระดับแม่นยำ หย่องและแหนต้องเข้าคู่กับหน้าไม้พอดี จะเข้ชั้นครูหนึ่งตัวจึงใช้เวลาสร้างหลายเดือนและมีราคาสูง แต่ก็ตอบแทนด้วยเสียงที่ยิ่งเล่นยิ่งเปิด ยิ่งเก่ายิ่งหวาน เหมือนไวโอลินชั้นดีของโลกตะวันตก
จะเข้ในปัจจุบัน
ทุกวันนี้จะเข้ยังคงเป็นวิชาเอกยอดนิยมในสถาบันดนตรีไทยทั่วประเทศ มีการประกวดเดี่ยวจะเข้ตั้งแต่ระดับประถมจนถึงอุดมศึกษา ขณะเดียวกันนักดนตรีร่วมสมัยก็พาจะเข้าไปไกลกว่าเดิม ทั้งการบรรเลงร่วมกับวงดนตรีแจ๊สและออร์เคสตรา การติดตั้งปิ๊กอัพขยายเสียงเพื่อเล่นบนเวทีคอนเสิร์ตสมัยใหม่ และการนำเสียงรัวอันเป็นเอกลักษณ์ไปใช้ในดนตรีประกอบภาพยนตร์และเกม เสียงหึ่งของแหนที่เคยกังวานในเรือนไทยจึงยังเดินทางต่อไปไม่หยุด สมกับเป็นจระเข้เจ้าแห่งสายน้ำเสียงตัวนี้ที่ว่ายข้ามกาลเวลามาได้อย่างสง่างามเสมอ
ศัพท์น่ารู้ประจำบทความ
- นม หมุดไม้เรียงบนหลังจะเข้ทำหน้าที่แบ่งระดับเสียงเหมือนเฟรตกีตาร์ มีสิบเอ็ดนมไล่สูงต่ำ
- แหน ชิ้นบางรองสายริมหย่องที่ทำให้สายแตะสั่นเกิดเสียงหึ่งกังวานอันเป็นเอกลักษณ์ของจะเข้
- ไม้ดีด แท่งกลมปลายมนกลึงจากงาหรือกระดูก ผูกกับนิ้วชี้ขวาด้วยด้ายพันหลายรอบ
- การรัว เทคนิคดีดเข้าออกถี่ต่อเนื่องให้เสียงยาวไม่ขาดสาย หัวใจของการเดี่ยวจะเข้
- การสะบัด การดีดสามพยางค์รวบเร็วเป็นชุดเดียว ใช้ประดับทำนองให้คมพลิ้ว
- สายลวด สายที่สามของจะเข้ทำจากทองเหลือง ให้เสียงทุ้มกังวานใช้เป็นเสียงคลอเสียงต่ำ
- กระจับปี่ พิณดีดคอยาวโบราณที่เชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษทางสายวิวัฒนาการของจะเข้
คำถามที่พบบ่อยเรื่องจะเข้
ถาม: เสียงหึ่ง ๆ ของจะเข้คือเสียงอะไร ผิดปกติหรือไม่?
ตอบ: นั่นคือเสียงจากแหนซึ่งเป็นหัวใจของจะเข้โดยแท้ สายที่สั่นแตะระแหนอย่างพอดีทำให้ทุกโน้ตมีประกายหึ่งกังวานติดตัว หากจะเข้ตัวใดเสียงใสโล่งเหมือนกีตาร์แปลว่าแหนตั้งไม่ได้ที่ ช่างหรือครูจะปรับจนเสียงหึ่งกลับมากำลังงาม
ถาม: จะเข้เล่นยากไหมเมื่อเทียบกับเครื่องดนตรีไทยอื่น?
ตอบ: จัดว่าเริ่มต้นง่ายแต่เชี่ยวชาญยาก การไล่นมดีดทำนองง่าย ๆ เรียนรู้ได้เร็วเพราะมีนมกำกับตำแหน่งเสียงชัดเจน แต่การรัวให้เนียนสม่ำเสมอ การสะบัดให้คม และการควบคุมน้ำหนักไม้ดีดระดับเดี่ยวลาวแพนนั้นต้องฝึกหลายปี ข้อมือขวาคือด่านที่วัดตัวจริงของนักจะเข้
ถาม: ทำไมเรียกว่าจะเข้ ไม่เรียกจระเข้ตรง ๆ?
ตอบ: เป็นการกร่อนคำตามธรรมชาติของภาษาไทยที่เรียกกันมาแต่โบราณจนกลายเป็นชื่อเฉพาะของเครื่องดนตรี ช่วยแยกความหมายจากสัตว์จริงไปในตัว เอกสารเก่าสะกดปะปนกันทั้งสองแบบ ก่อนจะนิ่งที่ "จะเข้" ในปัจจุบัน
ถาม: ผู้เริ่มเรียนควรซื้อจะเข้เลยหรือเช่าก่อน?
ตอบ: หากเรียนในสถาบันหรือชมรม แนะนำใช้เครื่องส่วนกลางก่อนหนึ่งถึงสองเทอมจนแน่ใจ จากนั้นจึงหาเครื่องส่วนตัว จะเข้ฝึกหัดคุณภาพใช้ได้เริ่มที่หลักพันปลายถึงหมื่นต้น ควรให้ครูช่วยคัดเพราะคุณภาพแหนและนมสำคัญกว่าความสวยของไม้
ถาม: เดี่ยวลาวแพนทำไมจึงเป็นเพลงครูของจะเข้?
ตอบ: เพราะเพลงนี้บังคับใช้เทคนิคครบทุกหมวดในเพลงเดียว ท่อนช้ากินใจวัดการรัวและการปั้นอารมณ์ ท่อนเร็ววัดความคมของสะบัดและความแม่นของนิ้ว ทั้งยังยาวพอจะวัดสมาธิและพละกำลัง ใครผ่านลาวแพนอย่างสมบูรณ์ย่อมได้รับการยอมรับว่าขึ้นชั้นนักจะเข้เต็มตัว


