แผนที่ดนตรีของประเทศไทยไม่ได้มีเพียงสี่ภาค บนดอยสูงภาคเหนือ ป่าตะวันตก และแนวชายแดนทุกทิศ คือบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์หลายสิบกลุ่ม แต่ละกลุ่มถือระบบดนตรีของตนเอง ที่ไม่ใช่สาขาของดนตรีไทยภาคใด แต่คือสายธารอิสระที่บางสายเก่าแก่กว่ารัฐไทยหลายเท่า เสียงเคงของม้งที่นำทางวิญญาณ เสียงเตหน่ากูของปกาเกอะญอที่คลอบทกวีแห่งป่า เสียงซึงสามสายของลีซูในเทศกาลปีใหม่ ทั้งหมดคือมรดกดนตรีบนแผ่นดินไทยที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยิน บทความนี้ขอทำหน้าที่แผนที่ฉบับย่อสู่โลกเสียงอันไพศาลนี้

หลักคิด: ดนตรีในระบบความเชื่อชาติพันธุ์

สิ่งแรกที่ผู้ศึกษาต้องปรับคือกรอบคิด ดนตรีชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ "การแสดง" แต่เป็น อวัยวะของระบบความเชื่อและสังคม เพลงจำนวนมากมีหน้าที่เฉพาะ ร้องผิดกาลเทศะคือเรื่องใหญ่ เครื่องดนตรีบางชิ้นศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าจะเล่นเล่น และดนตรีสำคัญที่สุดมักผูกกับพิธีเปลี่ยนผ่านของชีวิต เกิด แต่งงาน ตาย รวมถึงรอบปีเกษตร การฟังดนตรีชาติพันธุ์อย่างเข้าใจจึงต้องฟังพร้อมบริบท และนี่คือเหตุที่การอนุรักษ์แบบตัดเสียงออกจากพิธีมักได้แต่เปลือก

เคง: แคนม้งผู้เดินทางระหว่างโลก

เครื่องดนตรีชาติพันธุ์ที่ทรงพลังทางจิตวิญญาณที่สุดชิ้นหนึ่งของแผ่นดินคือ เคง (qeej) แคนหกลำของชาวม้ง แม้ร่วมตระกูลลิ้นอิสระกับแคนอีสานและแคนจีน แต่หน้าที่ของมันต่างสิ้นเชิง เคงคือ ผู้พูดในพิธีศพ ชาวม้งถือว่าเสียงเคงคือภาษาที่สื่อกับวิญญาณได้โดยตรง ในงานศพ หมอเคงจะเป่าบทเพลงเฉพาะที่ "บอกทาง" ผู้ตายทีละขั้น ตั้งแต่แจ้งการตาย นำวิญญาณย้อนรอยบรรพชน จนส่งขึ้นสู่โลกหน้า บทเคงเหล่านี้คือมหากาพย์มุขปาฐะที่ต้องเรียนกันเป็นปี และที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครคือ ผู้เป่าต้องเต้นหมุนตัวไปพร้อมเป่า ท่วงท่าหมุนควงต่ำสูงของหมอเคงคือส่วนหนึ่งของพิธี ไม่ใช่การโชว์ นอกพิธีศพ เคงยังเป่าในงานปีใหม่ม้งและการละเล่น แต่บทศักดิ์สิทธิ์กับบทรื่นเริงแยกจากกันเคร่งครัด ชุมชนม้งในไทยทั้งภาคเหนือยังสืบทอดวิชาเคงจริงจัง มีครูเคงอาวุโสและค่ายฝึกเยาวชน เพราะทุกครอบครัวรู้ว่าหากไร้หมอเคง พิธีส่งวิญญาณบรรพชนจะขาดสะบั้น

เตหน่ากู: พิณแห่งบทกวีปกาเกอะญอ

ชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยงสะกอ) แห่งป่าตะวันตกและภาคเหนือมีเครื่องดนตรีประจำใจคือ เตหน่ากู พิณโค้งคอสวานที่คอเครื่องอ่อนโค้งกลับราวคันธนู ขึงสายหกถึงเก้าสาย เสียงใสกังวานเบา ๆ เหมือนหยดน้ำในป่า หน้าที่หลักของมันคือคลอ บทธา กวีนิพนธ์มุขปาฐะของปกาเกอะญอที่บรรจุทั้งปรัชญา นิทาน ความรัก และภูมิปัญญานิเวศ การขับธาพร้อมเตหน่ากูริมไฟคือมหาวิทยาลัยกลางคืนของชุมชน ที่ผู้เฒ่าส่งต่อโลกทัศน์ "อยู่กับป่าอย่างถ่อมตน" แก่ลูกหลาน เตหน่ากูจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ปกาเกอะญอในยุคที่ชุมชนต้องต่อสู้เรื่องสิทธิป่าและที่ดิน ศิลปินปกาเกอะญอร่วมสมัย เช่น ชิ สุวิชาน ได้พาเตหน่ากูขึ้นเวทีโลก ผสมบทธากับดนตรีร่วมสมัยเพื่อเล่าเรื่องของชนเผ่าด้วยเสียงของชนเผ่าเอง นับเป็นแบบอย่างการใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม-การเมืองที่สง่างามที่สุดกรณีหนึ่งของไทย

เสียงจากดอยสู่ทะเล: ลีซู อาข่า ลาหู่ มอแกน และผองเพื่อน

ความหลากหลายยังแผ่กว้างกว่านั้นมาก ลีซู มีซึงสามสาย (ซือบือ) และแคนน้ำเต้าประจำเทศกาลปีใหม่ที่ทั้งหมู่บ้านจับมือเต้นรำวงรอบกองไฟ อาข่า มีเพลงโต้ตอบหนุ่มสาวที่ลานวัฒนธรรม (แดข่อง) และกลองประจำพิธี ลาหู่ มีแคนน้ำเต้า (หน่อ) ที่เป่านำการเต้นจะคึในเทศกาลกินวอ กะเหรี่ยงโปว์ มีกลองมโหระทึกสำริดที่สืบคติพันปี ชอง แห่งจันทบุรีและ มอแกน แห่งอันดามันมีเพลงพิธีผูกกับป่าและทะเลตามนิเวศของตน แต่ละระบบมีบันไดเสียง สำนวน และหน้าที่เฉพาะที่นักชาติพันธุ์ดนตรีวิทยาเพิ่งเริ่มบันทึกอย่างเป็นระบบในไม่กี่ทศวรรษนี้ ทุกกลุ่มเผชิญแรงกดคล้ายกัน ภาษาแม่ที่เด็กพูดน้อยลง ศาสนาใหม่ที่บางกรณีแทนที่พิธีเดิม และเสียงจากลำโพงที่ดังกว่าเสียงจากเครื่องไม้ไผ่ ทว่าคลื่นฟื้นตัวก็จริงเช่นกัน เยาวชนชาติพันธุ์รุ่นใหม่จำนวนมากหันกลับมาภูมิใจในเสียงของปู่ย่า วงดนตรีชาติพันธุ์ร่วมสมัยเกิดขึ้นต่อเนื่อง เทศกาลดนตรีชาติพันธุ์กลายเป็นหมุดหมายท่องเที่ยววัฒนธรรม และแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ให้พื้นที่ที่วิทยุกระแสหลักไม่เคยให้

เหตุใดเสียงเหล่านี้จึงสำคัญต่อทุกคน

คำตอบมีทั้งชั้นวิชาการและชั้นมนุษยธรรม ทางวิชาการ ดนตรีชาติพันธุ์คือคลังความหลากหลายทางดนตรีของมนุษยชาติ ระบบเสียง เทคนิค และแนวคิดที่ไม่มีในดนตรีกระแสหลัก เปรียบได้กับความหลากหลายพันธุกรรมในธรรมชาติ ยิ่งคลังกว้าง มนุษยชาติยิ่งมีวัตถุดิบสร้างสรรค์ ทางมนุษยธรรม สิทธิทางวัฒนธรรมคือสิทธิมนุษยชน การที่ชุมชนได้ร้องเพลงของตน สอนลูกด้วยภาษาของตน คือศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐาน และทางปฏิบัติสำหรับสังคมไทย การรู้จักเสียงของเพื่อนร่วมแผ่นดินคือรากของความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมที่ประเทศพหุชาติพันธุ์ขาดไม่ได้ แผนที่เสียงของไทยที่แท้จริงจึงต้องมีทั้งระนาด แคน โนรา และเคง เตหน่ากู อยู่ร่วมหน้ากระดาษเดียวกัน

อภิธานศัพท์ประจำบทความ

  • เคง (qeej) แคนหกลำของม้ง เครื่องสื่อวิญญาณประจำพิธีศพที่ผู้เป่าต้องเต้นประกอบ
  • เตหน่ากู พิณโค้งของปกาเกอะญอ เครื่องคลอบทธาและสัญลักษณ์อัตลักษณ์ชนเผ่า
  • บทธา กวีนิพนธ์มุขปาฐะปกาเกอะญอที่บรรจุปรัชญาและภูมิปัญญานิเวศ
  • จะคึ การเต้นรำหมู่ของลาหู่ในเทศกาลกินวอ นำจังหวะด้วยแคนน้ำเต้า
  • ชาติพันธุ์ดนตรีวิทยา (ethnomusicology) ศาสตร์ศึกษาดนตรีในบริบทวัฒนธรรมของเจ้าของ
  • สิทธิทางวัฒนธรรม สิทธิของชุมชนในการดำรง สืบทอด และแสดงออกวัฒนธรรมของตน

คำถามทบทวนและประเด็นชวนคิด

1. เหตุใดเคงของม้งกับแคนอีสานจึงร่วมตระกูลแต่คนละบทบาทสิ้นเชิง?
เครื่องดนตรีคือเทคโนโลยี ส่วนบทบาทคือสิ่งที่วัฒนธรรมกำหนด ตระกูลลิ้นอิสระแพร่ทั่วเอเชียแล้วแต่ละสังคมมอบหน้าที่ตามระบบความเชื่อของตน อีสานให้แคนเป็นเสียงบันเทิงและหมอลำ ม้งให้เคงเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ของพิธีศพ กรณีคู่นี้คือบทเรียนหัวใจของชาติพันธุ์ดนตรีวิทยา อย่าอ่านความหมายจากตัวเครื่อง จงอ่านจากวัฒนธรรมที่ใช้มัน

2. อะไรทำให้ดนตรีชาติพันธุ์เปราะบางกว่าดนตรีพื้นบ้านกระแสหลัก?
สามชั้นซ้อนกัน ประชากรฐานเล็กกว่ามาก ดนตรีผูกกับภาษาแม่และพิธีที่ถูกแรงกดทั้งจากรัฐ ศาสนาใหม่ และตลาด และการบันทึกทางวิชาการเริ่มช้ากว่า หลายระบบเสียงยังไม่เคยถูกจดเลย เมื่อผู้ถือคนสุดท้ายจากไปจึงหายสนิท การทำงานกับดนตรีชาติพันธุ์จึงมีความเร่งด่วนแบบที่งานอนุรักษ์อื่นไม่มี

3. บทบาทของศิลปินชาติพันธุ์รุ่นใหม่อย่างสายเตหน่ากูร่วมสมัยสำคัญอย่างไร?
พวกเขาแก้โจทย์ที่คนนอกแก้ไม่ได้ คือทำให้เยาวชนของชุมชนเองเห็นว่าเสียงบรรพชน "เท่" และมีที่ยืนในโลกใหม่ การผสมบทธากับดนตรีร่วมสมัยโดยเจ้าของวัฒนธรรมเองต่างจากการที่คนนอกหยิบไปใช้ เพราะอำนาจการเล่าอยู่กับชุมชน ศิลปินเหล่านี้คือสะพานสองทาง พาโลกเข้ามาฟังและพาเด็กในชุมชนกลับมารัก

4. คนนอกควรเข้าหาดนตรีชาติพันธุ์ด้วยมารยาทแบบใด?
หลักใหญ่คือเคารพบริบท เพลงพิธีบางบทไม่ควรขอฟังนอกวาระ การบันทึกต้องขออนุญาต การนำไปใช้ต่อควรมีการอ้างอิงและแบ่งปันประโยชน์กับชุมชน และพึงฟังในฐานะแขกผู้เรียนรู้ ไม่ใช่ผู้บริโภคความแปลกใหม่ กรอบสากลเรื่องนี้คือหลักการยินยอมล่วงหน้าโดยได้รับข้อมูล (FPIC) ที่งานวัฒนธรรมทั่วโลกถือปฏิบัติมากขึ้นเรื่อย ๆ

5. ผู้สนใจเริ่มต้นสัมผัสโลกนี้ได้จากที่ใด?
งานเทศกาลวัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่จัดในเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เป็นประจำ ผลงานของศิลปินชาติพันธุ์ร่วมสมัยบนแพลตฟอร์มสตรีมมิง สารคดีและคลังบันทึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรที่เผยแพร่ออนไลน์ และหากเยือนชุมชนจริง จงไปช่วงเทศกาลของเขา ปีใหม่ม้ง กินวอลาหู่ ที่ชุมชนเปิดบ้านต้อนรับ การได้ยินเคงดังกลางหุบเขาจริงสักครั้งจะเปลี่ยนความเข้าใจคำว่า "ดนตรีไทย" ของผู้ฟังไปตลอดกาล


📜 บทความสาระความรู้โดยทีมงาน ThaiMusicHub.com — ศูนย์รวมความรู้ดนตรีไทยและดนตรีสากล จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน หากนำเนื้อหาไปใช้ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา